สภาพัฒน์ฯ เผยจีดีพี Q4 โต 3.2% ต่ำกว่าคาดที่ 3.7-3.8% เหตุภาคอุตฯ-อสังหาฯ ชะลอ
วันที่ : 18 กุมภาพันธ์ 2568
สภาพัฒน์ฯ เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/67 ขยายตัว 3.2% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.7-3.8% แม้การส่งออกโตสูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส แต่ยังถูกกดดันจากภาคอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ขณะที่ปี 68 คาดเศรษฐกิจโต 2.3-3.3% มีปัจจัยเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน นโยบายเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2567 ขยายตัวได้ 3.2% ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ 3.4% ขณะที่การส่งออกขยายตัวได้ 10.4% สูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส และการนำเข้าขยายตัว 10.7% ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ขยายตัวได้ 2.5% ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ 4.4% การอุปโภคบริโภคภาครัฐขยายตัวได้ 2.5%
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์จากสำนักวิจัยด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้ประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 4/2567 จะอยู่ที่ 3.7-3.8% ดังนั้น ตัวเลขที่ออกมาถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ส่วนด้านการส่งออกในปี 2567 ขยายตัวได้ 5.8% และการนำเข้าขยายตัวได้ 6.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 อยู่ที่ 0.4%
"แม้ช่วงสิ้นปี 2567 การส่งออกจะเติบโตได้ดี แต่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ขยายตัวได้น้อยกว่าที่หลายหน่วยงานคาดไว้ที่ประมาณ 3% เป็นผลกระทบมาจาก 2 ปัจจัยการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทย คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังหดตัว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากความต้องการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน" นายดนุชา กล่าว
นายดนุชา กล่าวอีกว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในช่วง 2.3-3.3% โดยมีค่ากลางที่ประมาณ 2.8% คาดการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ ขณะที่การส่งออกปีนี้มั่นใจขยายตัวได้ 3.5% และการนำเข้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 4% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.5-1.5%
ทั้งนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือ การเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนจากรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนภายในประเทศ การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการส่งออก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่สำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เช่น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนสูง และอาจยกระดับความรุนแรงจนส่งผลให้เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกขยายตัวต่ำกว่าที่คาด
นอกจากนี้ ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากแนวโน้มความผันผวนของผลผลิตและระดับราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ที่อาจเป็นข้อจำกัดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ อย่างไรก็ตามการประมาณการเศรษฐกิจที่ 2.8% นั้น ได้รวมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ทั้งนี้ มีปัจจัยที่ สศช.ให้ความสำคัญและต้องติดตาม คือ การค้าโลก โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญในครึ่งปีหลัง
สำหรับสมมติฐานการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ประกอบด้วย 1. เศรษฐกิจโลกในปี 2568 ขยายตัวได้ 3% ชะลอลงจาก 3.2% ในปี 2567 2. ค่าเงินบาทเฉลี่ยในปี 2568 อยู่ในช่วง 34.5-35.5 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย 3. ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปีนี้ที่ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 4. ราคาสินค้าส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐในปีนี้เพิ่มขึ้น 0-1% 5. รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศในปีนี้จำนวน 1.69 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2567 6. การเบิกจ่ายงบประมาณ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์จากสำนักวิจัยด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้ประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 4/2567 จะอยู่ที่ 3.7-3.8% ดังนั้น ตัวเลขที่ออกมาถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ส่วนด้านการส่งออกในปี 2567 ขยายตัวได้ 5.8% และการนำเข้าขยายตัวได้ 6.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 อยู่ที่ 0.4%
"แม้ช่วงสิ้นปี 2567 การส่งออกจะเติบโตได้ดี แต่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ขยายตัวได้น้อยกว่าที่หลายหน่วยงานคาดไว้ที่ประมาณ 3% เป็นผลกระทบมาจาก 2 ปัจจัยการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทย คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังหดตัว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากความต้องการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน" นายดนุชา กล่าว
นายดนุชา กล่าวอีกว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในช่วง 2.3-3.3% โดยมีค่ากลางที่ประมาณ 2.8% คาดการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ ขณะที่การส่งออกปีนี้มั่นใจขยายตัวได้ 3.5% และการนำเข้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 4% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.5-1.5%
ทั้งนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือ การเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนจากรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนภายในประเทศ การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการส่งออก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่สำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เช่น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนสูง และอาจยกระดับความรุนแรงจนส่งผลให้เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกขยายตัวต่ำกว่าที่คาด
นอกจากนี้ ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากแนวโน้มความผันผวนของผลผลิตและระดับราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ที่อาจเป็นข้อจำกัดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ อย่างไรก็ตามการประมาณการเศรษฐกิจที่ 2.8% นั้น ได้รวมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ทั้งนี้ มีปัจจัยที่ สศช.ให้ความสำคัญและต้องติดตาม คือ การค้าโลก โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญในครึ่งปีหลัง
สำหรับสมมติฐานการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ประกอบด้วย 1. เศรษฐกิจโลกในปี 2568 ขยายตัวได้ 3% ชะลอลงจาก 3.2% ในปี 2567 2. ค่าเงินบาทเฉลี่ยในปี 2568 อยู่ในช่วง 34.5-35.5 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย 3. ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปีนี้ที่ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 4. ราคาสินค้าส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐในปีนี้เพิ่มขึ้น 0-1% 5. รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศในปีนี้จำนวน 1.69 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2567 6. การเบิกจ่ายงบประมาณ เป็นต้น
ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ