ต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งกว่า20%
วันที่ : 18 สิงหาคม 2569
ttb analytics เตือนสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันต้นทุนผลิตวัสดุก่อสร้างไทยปี 69 พุ่ง 20% เซ่นพิษพลังงาน-ค่าขนส่ง-วัตถุดิบแพง ชี้กลุ่ม "ผู้ผลิตพลาสติก" อ่วมหนักสุด
พิษสงครามตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ
ผู้ผลิตพลาสติกจุก-แนะบริหารวัตถุดิบ
รายงานข่าวจาก ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics แจ้งว่า คาดการณ์ต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตพลาสติกที่มีแนวโน้ม ได้รับผลกระทบสูงสุด ซึ่งอาจซ้ำเติมสถานการณ์ของผู้ผลิตรายกลางและรายเล็กที่มีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว จากความสามารถในการทำกำไรต่ำ และขีดความสามารถในการแบกรับต้นทุนที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรเร่งบริหารต้นทุน เสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และปรับโมเดลธุรกิจเพื่อรับมือความผันผวนและรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
รายงานข่าวระบุว่า ttb analytics ประเมินว่าต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างของไทยในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.ต้นทุนพลังงาน 2.ต้นทุนการขนส่ง และ 3.ต้นทุนราคาวัตถุดิบ โดยแยกเป็นประเภทของผู้ผลิต โดยการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มศักยภาพ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่
รายงานข่าวระบุว่า นอกจากนี้จะยิ่งซ้ำเติมผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างกลุ่มพลาสติกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กที่มีรายได้รวมกันราว 6.3 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 48% ของรายได้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างประเภทพลาสติกรวม เนื่องจากผู้ผลิตกลุ่มนี้มีขีดความสามารถในการรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างจำกัด สะท้อนจากอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย (Net Profit Margin) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่เพียง 1% และอยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องและความสามารถในการแข่งขันมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองและความยืดหยุ่นทางการเงินสูงกว่า
รายงานข่าวระบุว่า โดยสรุปท่ามกลางอุปสงค์ภาคก่อสร้างที่โตต่ำ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างควรบริหารต้นทุนเชิงรุก กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ บริหารสินค้าคงคลังและเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนจากการทำสัญญาจัดซื้อระยะยาวในบางรายการ ตลอดจนการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มอำนาจการกำหนดราคา เพื่อให้ธุรกิจสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไร และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะข้างหน้าที่ยังมีความไม่แน่นอน
ผู้ผลิตพลาสติกจุก-แนะบริหารวัตถุดิบ
รายงานข่าวจาก ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics แจ้งว่า คาดการณ์ต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตพลาสติกที่มีแนวโน้ม ได้รับผลกระทบสูงสุด ซึ่งอาจซ้ำเติมสถานการณ์ของผู้ผลิตรายกลางและรายเล็กที่มีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว จากความสามารถในการทำกำไรต่ำ และขีดความสามารถในการแบกรับต้นทุนที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรเร่งบริหารต้นทุน เสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และปรับโมเดลธุรกิจเพื่อรับมือความผันผวนและรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
รายงานข่าวระบุว่า ttb analytics ประเมินว่าต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างของไทยในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.ต้นทุนพลังงาน 2.ต้นทุนการขนส่ง และ 3.ต้นทุนราคาวัตถุดิบ โดยแยกเป็นประเภทของผู้ผลิต โดยการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มศักยภาพ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่
รายงานข่าวระบุว่า นอกจากนี้จะยิ่งซ้ำเติมผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างกลุ่มพลาสติกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กที่มีรายได้รวมกันราว 6.3 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 48% ของรายได้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างประเภทพลาสติกรวม เนื่องจากผู้ผลิตกลุ่มนี้มีขีดความสามารถในการรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างจำกัด สะท้อนจากอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย (Net Profit Margin) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่เพียง 1% และอยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องและความสามารถในการแข่งขันมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองและความยืดหยุ่นทางการเงินสูงกว่า
รายงานข่าวระบุว่า โดยสรุปท่ามกลางอุปสงค์ภาคก่อสร้างที่โตต่ำ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างควรบริหารต้นทุนเชิงรุก กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ บริหารสินค้าคงคลังและเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนจากการทำสัญญาจัดซื้อระยะยาวในบางรายการ ตลอดจนการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มอำนาจการกำหนดราคา เพื่อให้ธุรกิจสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไร และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะข้างหน้าที่ยังมีความไม่แน่นอน
ข่าววัสดุก่อสร้าง-เฟอร์นิเจอร์ อื่นๆ
