ไฟสงครามลาม 'อสังหาฯ-วัสดุ' เพิ่มต้นทุน-ราคาบ้านสร้างใหม่
Loading

ไฟสงครามลาม 'อสังหาฯ-วัสดุ' เพิ่มต้นทุน-ราคาบ้านสร้างใหม่

วันที่ : 9 เมษายน 2569
"สมาคมบ้านจัดสรร" ประเมินสถานการณ์ต้นทุน! เผยราคาน้ำมันโลกหากแตะ 100 ดอลลาร์ ส่งผลกระทบวัสดุก่อสร้างพุ่ง 15% โดยเฉพาะกลุ่มเหล็ก-ปูน-ท่อพีวีซี พร้อมคาดการณ์ราคาบ้านใหม่ปรับขึ้นเฉลี่ย 5-6% ตามกลไกพลังงาน
   สถานการณ์ "สงครามตะวันออกกลาง" ที่ลากยาวกว่า 1 เดือนและยังไม่รู้จุดสิ้นสุด กำลังจะกลายเป็นระเบิดเวลาต่อภาคธุรกิจไทย จากวิกฤตพลังงาน ที่สะเทือนต่อต้นทุนธุรกิจปรับตัวสูงขึ้นและลามเป็นลูกโซ่

    โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับแรงกระแทกถ้วนหน้า ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และนำไปสู่การปรับราคาบ้านที่สร้างใหม่ หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อเนื่อง

    ขณะที่ผู้ประกอบการก็ต้องเร่งปรับตัวและเตรียมพร้อม สำหรับการวางแผนการลงทุนในสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน และยกการ์ดให้สูงขึ้นมากกว่าทุกวิกฤตที่ผ่านมา

    ราคาบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 5-6%

    "สุนทร สถาพร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร คาดการณ์ว่า หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น 35% หรือราว 70-100 ดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างที่มีน้ำหนักมาก อาทิ เหล็ก หิน ปูน ทราย เพิ่มขึ้นประมาณ 10% และราคาวัสดุก่อสร้างที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ อาทิ เม็ดพลาสติก ท่อพีวีซี และสี ราคาจะสูงขึ้น 15-20% เมื่อดูภาพรวมโดยเฉลี่ยแล้วปรับราคาขึ้นประมาณ 15% และจะส่งผลต่อโครงการบ้านสร้างใหม่หลังจากนี้เป็นต้นไป ราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6%

    ขณะเดียวกันส่งผลกระทบต่อ ผู้บริโภคที่ต้องการซ่อมแซม หรือสร้างบ้านใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากค่าขนส่ง และวัสดุที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ ส่วนสต๊อกเหลือขายในตลาดกว่า 300,000 หน่วยจะยังไม่มีการปรับราคาขึ้นในไตรมาส 2/2569 นี้ เนื่องจากเป็นสินค้าในต้นทุนเดิม และผู้ประกอบการจะหันมาเน้นระบายสต๊อกที่มีอยู่มากขึ้น แทนการพัฒนาโครงการใหม่

    "ผู้ประกอบการเองก็ต้องมีการบริหารต้นทุนให้ดี และเจรจากับผู้ผลิต วัสดุก่อสร้างเพื่อสั่งซื้อล็อตใหญ่ เพื่อบริหารต้นทุนให้ถูกลง สามารถ พัฒนาบ้านในราคาที่ไม่แพงมากได้ โดย เฉพาะกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทที่ยังมีดีมานด์อีกมาก แต่ที่ผ่านมากู้แบงก์ไม่ผ่าน"

   ศุภาลัยคุมต้นทุน-สต๊อก

    ด้าน "ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศุภาลัยควบคุมสต๊อกมาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผลกระทบจากสงคราม จากที่เคยมีบ้านพร้อมโอนก็ลดจำนวนลง พยายามโฟกัสไปทีละโครงการ หากมีโครงการไหนที่สร้างแล้วต้นทุนเพิ่มก็ต้องหยุดการพัฒนาโครงการไปก่อน

    "จะพูดว่าสถานการณ์ตอนนี้เหมือนโควิดก็ได้ เราประเมินกันว่าแป๊บเดียว ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างไรก็ตามศุภาลัยเรายังคงเติบโตอยู่ และยังคงพัฒนาโครงการต่อไป ตอนนี้ต้นทุนยังโอเค เรามีสต๊อกอยู่บ้าง อย่างน้อยในระยะสั้นเราขายสต๊อกในราคาต้นทุนเดิม แม้ว่าต่อไปมันจะขายในราคาเดิมไม่ได้แล้ว"

   สินค้าสต๊อกเดิมถึงแค่พ.ค.นี้

    ขณะที่ "พีระพล ทยานุวัฒน์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานขายโครงการและผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ บริษัท แกรนด์โฮมมาร์ท จำกัด ศูนย์จำหน่ายวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน สะท้อนว่า ผลกระทบราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นปัจจุบันมีผู้ผลิตแจ้งปรับราคาเพิ่มขึ้น 30% และการออร์เดอร์สินค้าก็มีความยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากหลายโรงงานปิดตัวชั่วคราวจากการขาดแคลนพลังงานในการผลิต ส่วนสินค้าที่ต้องนำเข้าทางซัพพลายเออร์จีนได้ปรับราคาเพิ่มขึ้น 9-10% สำหรับสินค้าทุกประเภท

    "ราคาสินค้าของประเทศต้นทางก็ปรับ แบรนด์ชั้นนำที่อยู่ในประเทศก็มีการปรับราคา 5-10% ขณะที่ราคาค่าขนส่งก็ต้องติดตามราคาน้ำมันดีเซลเป็นหลัก หลายผู้ประกอบการเองที่ทำงานใกล้ชิดกับเรา เพื่อบริหารจัดการต้นทุนร่วมกัน เช่น ล็อกราคาเดิม"

    สำหรับแนวทางการปรับราคาของแกรนด์โฮมมาร์ท "พีระพล" ระบุว่า ขึ้นอยู่กับจำนวนสต๊อกว่ามีเพียงพอหรือไม่ พร้อมยืนยันว่า ไม่ใช้จังหวะนี้ในการปรับราคา แต่หากสต๊อกที่สั่งมาในต้นทุนเดิมถูกใช้ไปหมดแล้วคงต้องมีการพิจารณากันภายหลัง ปัจจุบันมีสต๊อกอยู่ในแต่ละโครงการเฉลี่ย 60-90 วัน นับจากเดือนมีนาคมไปจนถึงพฤษภาคมนี้ ซึ่งในตลาดตอนนี้เริ่มขาดแคลนสินค้าในราคาต้นทุนเดิมสำหรับสินค้าบางรายการแล้ว

   รุกเจาะห้าง-รร.-โรงพยาบาล

    "พีระพล" กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาฯ เริ่มเห็นบางผู้ประกอบการเปิดตัวโครงการในจำนวนเท่าเดิมหรือลดลง สะท้อนถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ซ้ำเติมต้นทุนที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในภาวะสงคราม ซึ่งแกรนด์โฮมมาร์ทเองก็ต้องปรับตัวด้วยการประสานงานกับผู้ประกอบการในการหาทางออก เช่น ตุนสต๊อกในราคาต้นทุนเดิมให้มากขึ้น โดยเรามีคลังสินค้ากว่า 100,000 ตร.ม. รองรับอยู่

   "เราเคยผ่านการทำงานในลักษณะนี้มาแล้วในช่วงเกิดโควิด-19 จึง เชื่อว่าจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้" พีระพลประเมิน

    พร้อมขยายความว่า ขณะนี้คู่ค้าที่เจรจาขอล็อกสินค้าในราคาเดิมก็ได้บทสรุปไปแล้ว เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยกันเอง ส่วน ฐานลูกค้าเดิมของเรายังอยู่ครบ แต่อาจมีการชะลอหรือผันตัวไปทำอย่างอื่นแทน เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า แต่ก็กลับมาใช้บริการเราเหมือนเดิม เพียงแต่วอลุ่มโครงการจะน้อยกว่าบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม

    นอกจากนี้เจาะตลาดใหม่กลุ่มโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาล ทั้งโครงการก่อสร้างใหม่และการรีโนเวต รวมถึงบ้านระดับอัลตราลักเซอรี่ มูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไปที่มี การพัฒนามากขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น รวมถึงตลาดบ้านมือสองที่เติบโตขึ้นมากในปัจจุบัน
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ