'ทางสองแพร่ง' เปิดต่างชาติซื้อคอนโดฯ75% - เช่า99ปี เอกชนจี้รัฐออก 'กม.' ต้องเข้ม
วันที่ : 27 มิถุนายน 2567
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุถึงสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติว่า ในไตรมาส 1 ปี 2567 จำนวน 3,938 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.3% มีมูลค่ารวม 18,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% โดยเป็นพื้นที่โอนฯห้องชุดให้ชาวต่างชาติทั่วประเทศจำนวน 173,007 ตารางเมตร (ตร.ม.) เพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เผยQ1ราคาโอนห้องชุดมากสุดไม่เกิน3ล้าน
'ทางสองแพร่ง' เปิดต่างชาติซื้อคอนโดฯ75% - เช่า99ปี เอกชนจี้รัฐออก 'กม.' ต้องเข้ม เผยQ1ราคาโอนห้องชุดมากสุดไม่เกิน3ล้าน
ต้องเรียกว่าสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ เมื่อรัฐบาล "เศรษฐา" เตรียมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค ผ่านการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นเพียงการหาแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งจะว่าไปแล้ว เป็นการ "โยนหินถามทาง" ถือเป็นโอกาสซาวเสียงสนับสนุน และมอนิเตอร์เสียงคัดค้านที่จะออกมาเริ่มจาก
1. การพิจารณาทบทวนการกำหนดระยะเวลาของทรัพย์อิงสิทธิตามพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 โดยกำหนดให้ทรัพย์อิงสิทธิมีกำหนดเวลาได้ไม่เกิน 99 ปี (จากเดิมอย่ที่ 30 ปี และซึ่งก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมที่ดิน ได้ออกมาระบุว่าการออกพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 เป็นทางเลือกและเปิดโอกาสให้เจ้าของที่ดินและนักลงทุน ได้มีทางเลือกในการใช้อสังหาริมทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับการใช้บังคับตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ที่กระตุ้นให้เจ้าของที่ดินหรือเจ้าของห้องชุดที่ทอดทิ้งทรัพย์สินไม่ทำประโยชน์ให้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ)
2. การพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิต่างชาติ สามารถถือกรรมสิทธิ์ (สิทธิการซื้อคอนโดฯ) ในห้องชุด จากเดิมไม่เกิน 49% เป็นไม่เกิน 75%
ซึ่งปฏิกิริยาจากแนวทางที่นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ 2 ฉบับ เพื่อกระตุ้นการลงทุน ฟาก 18 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องของแผนในการรองรับหากมีการแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ
โดยสาระสำคัญของคำแถลงการณ์จาก 18 สมาคมอสังหาฯนั้น นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เป็นผู้แทน ได้กล่าวว่า สมาคมมุ่งมั่นในการวางโครงสร้างธุรกิจอสังหาฯ และจัดระเบียบควบคุมการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง สุจริต โปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนทุกกลุ่มในประเทศ
ซึ่งในเรื่องขยายระยะเวลาเช่าจาก 30 ปี เป็น 99 ปี ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่มีความมั่นคงเพียงพอ และจะทำให้การเช่าที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาการซื้อที่อยู่อาศัยหรือ การเช่าที่อยู่อาศัยโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายของชาวต่างชาติ ส่วนข้อกังวลในเรื่องที่ชาว ต่างชาติจะถือครองที่ดินทางอ้อม หรือใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมสามารถวางกรอบของกฎหมายที่กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามข้อกำหนดของผังเมือง กำหนดเขตพื้นที่ หรือจำนวนเนื้อที่สำหรับการเช่าของชาวต่างชาติได้
การขยายสิทธิอาคารชุดของคนต่างชาติให้เป็น 75% จะเป็นการสนับสนุนให้ชาวต่างชาติที่มาลงทุน หรือมีวัตถุประสงค์จะอยู่อาศัยในประเทศไทยได้ซื้อที่อยู่อาศัยโดยถูกต้องตามกฎหมาย แก้ปัญหาในเรื่องการซื้อ หรือการถือครองที่อยู่อาศัยโดยไม่ถูกต้องนอกจากนี้ ทางสมาคมฯได้เสนอมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้กระทบสิทธิของคนไทย
ด้าน ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยให้ความเห็นว่าการจัดทำเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ชัดเจนครั้งนี้ เป็น การควบคุมคนต่างชาติ และปิดช่องต่างชาติทั้งหมด ไม่ให้มีการครอบงำต่างๆ ในอสังหาริมทรัพย์ เช่น การจัดค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าอัตราของคนไทยถึง 2 เท่าในตอนซื้ออสังหาฯ ครั้งแรก ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท สามารถนำรายได้ส่วนนี้มาจัดตั้งกองทุนอสังหาฯ เหมือนคล้ายกับกองทุนน้ำมัน โดยจะนำรายได้ไปสนับสนุนการทำสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ให้ได้รับโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำหรือ รองรับการ ทำจัดตั้ง "มอร์เกจ อินชัวรันส์" ได้
อย่างไรก็ตาม ความร้อนแรงในการแก้กฎหมาย 2 ฉบับ หลายฝ่ายมีความกังวลที่จะ "เอื้อนายทุน" หรือ "เจ้าสัวที่มีแลนด์แบงก์สะสมเป็นจำนวนมาก" นั้น นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน กล่าวว่า "ตนคิดว่าคงไม่ได้กระทบอะไร เพราะเรื่องที่เรา จะเช่าระยะยาว ก็มีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ถูกพับไป เรื่องขายที่ดิน อันนี้ เป็นประเด็นใหญ่มากกว่า ซึ่งเราไม่ได้เสนอตรงนี้เข้ามา"
เอกชนจี้รัฐต้องออก กม.ให้เข้ม กระหึ่มโซเชียล "ค้าน" เช่า 99 ปี!
ทั้งนี้ แม้เรื่องการแก้ไขยังอยู่ในกระบวนการที่กระทรวงมหาดไทยจะไปดำเนินการ แต่ ภาคเอกชน ก็มีความกังวลอย่างหนักต่อเรื่องดังกล่าว โดย นายอิศเรส รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมายืนยันว่า รัฐบาลควรมีข้อคำนึงในประเด็นใหญ่ๆ เพื่อให้กฎหมายมีความรัดกุม โปร่งใสและไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ไม่ให้มีการค้าแบบรายวัน แข่งขันกับโรงแรม ไม่ใช่ว่าช่วยกันซื้อแล้วมาปล่อยเช่ารายวัน ซึ่งผิดกฎหมาย เหมือนคอนโดฯหลายแห่ง คอนโดฯหลายแห่ง มีการถือผ่านนอมินี ต้องคำนึงถึงทัวร์ต่างชาติที่มาใช้บริการ จากคอนโดฯที่มีเจ้าของเป็นชาติเดียวกัน ควรมีมาตรการที่รัดกุม หาทางด้อยสิทธิ ในการโหวตของต่างชาติ เพราะคนไทยอีก 26% เสียงจะน้อยกว่า และห้ามขายที่ดินให้ต่างชาติโดยเด็ดขาด
ด้าน นายโสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัย และประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด ให้มุมมองก่อนหน้านี้ ว่าการให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี นับว่ามากเกินความจำเป็น และยังมีโครงการคอนโดฯเป็นจำนวนมาก ที่ยังมีห้องชุดว่างให้ต่างชาติซื้อ
ขณะที่ในโลกโซเชียลมีการแสดงความคิดเห็นประเด็น ดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้มีการขยายระยะเวลาการถือครองเป็น 99 ปี และเรื่องการเปิดให้ต่างชาติ มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่ 75% และอาจจะเป็นส่งเสริมให้ราคาที่ดินพุ่งแรงเกินความจำเป็น!
ต่างชาติโอนฯห้องชุดทั่ว ปท. Q1 เพิ่มขึ้น 16.7%
ล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ โดย ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ฯ ออกมาย้ำถึงสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติว่า ในไตรมาส 1 ปี 2567 จำนวน 3,938 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.3% มีมูลค่ารวม 18,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% โดยเป็นพื้นที่โอนฯห้องชุดให้ชาวต่างชาติทั่วประเทศจำนวน 173,007 ตารางเมตร (ตร.ม.) เพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในไตรมาสนี้ สัดส่วนหน่วย และมูลค่าโอนฯห้องชุดให้ ชาวต่างชาติต่อการโอนฯทั่วประเทศขยับเพิ่มขึ้นเป็น 16.7% จาก 15.9% และร้อยละ 28.6% จาก 24.3% ตามลำดับ ในด้านของ พื้นที่ห้องชุดที่มีการโอนฯ เพิ่มขึ้นเป็น 21.1% จาก 19.1% เมื่อ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นไตรมาสที่มีสัดส่วนที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2561
จังหวัดชลบุรีมาเป็นอันดับ 1 ที่มีการโอนฯให้กับต่างชาติ จำนวน 1,521 หน่วย สัดส่วน 38.6% มูลค่า 4,165 ล้านบาท กรุงเทพฯอันดับ 2 จำนวน 1,498 หน่วย สัดส่วน 38% มูลค่า 10,699 ล้านบาทซึ่งทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนจำนวนหน่วยและมูลค่ารวมกันสูงถึง 76.6% และ 82.5% ตามลำดับทั้งนี้ และยังมีจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสมุทรปราการ ที่ติดอยู่ใน 5 อันดับที่ ต่างชาติโอนฯห้องชุดเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของชาวต่างชาติ ในการซื้อห้องชุดในเมืองหลักและเมืองท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุด
โดยชาวจีน ยังคงมาเป็นอันดับ 1 ที่มีการโอนฯมากถึง 1,596 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43.8 มูลค่า 7,570 ล้านบาท รองลงมาเป็นชาวพม่า, ชาวรัสเซีย ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า ชาวพม่าเป็นสัญชาติที่มีจำนวนหน่วยโอนฯขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 415.8% เมื่อ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แต่จากข้อมูลตรงนี้ ราคาห้องชุดที่มีการโอนฯให้คนต่างชาติมากที่สุด อยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 3.00 ล้านบาท มีสัดส่วน 52.9% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด (เป็นตลาดเดียวที่กลุ่มคนไทยต้องการ ซื้อคอนโดฯ) รองลงมาคือ ระดับราคา 3.01-5 ล้านบาท มีสัดส่วน 22.7%
ขนาดห้องชุดที่เป็นที่นิยมของคนต่างชาติมาก เป็นขนาด พื้นที่ 31-60 ตร.ม. (ประเภท 1-2 ห้องนอน) โดยมีสัดส่วน 49.6%
ดังนั้น เมื่อมาพิจารณาขนาด และราคาเฉลี่ยจะพบว่าใน ไตรมาส 1 ปี 67 มีขนาดเฉลี่ย 43.9 ตร.ม. มูลค่าเฉลี่ย 4.6 ล้านบาท/ หน่วยหรือประมาณ ตร.ม.ละ 104,119 บาท สำหรับผู้ซื้อสัญชาติจีนมีการโอนฯมากที่สุดในบรรดาชาวต่างชาติ มีมูลค่าการโอนฯเฉลี่ย 4.7 ล้านบาท/หน่วย และพื้นที่ห้องชุดเฉลี่ย 39.6 ตารางเมตร
ส.นักบริหารอาคารชุด ฟันธง คอนโดฯไม่เต็ม 49%
นายพิสิฐ ชูประสิทธิ์ นายกสมาคมนักบริหารอาคารชุด-หมู่บ้านจัดสรรไทย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ถึงแนวทางที่รัฐบาลจะเปิดกว้างให้ต่างชาติได้กรรมสิทธิ์ซื้อห้องชุดเป็น 75% ว่า โดยส่วนตัวแล้ว ยังไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะไปขยายเพดานให้มากถึงตัวเลข ดังกล่าว เนื่องจากในปัจจจุบันตามข้อเท็จจริง ต่างชาติที่ซื้อคอนโดฯแล้วมีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย 49% นั้น มีน้อยมากๆ และต่อให้รัฐบาลขยายเพดานให้มาก แต่กำลังซื้อของคนต่างชาติจริงๆ ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น
"สิ่งที่เราเห็นคือ กลุ่มผู้ซื้อหลักจริงๆ เราปฏิเสธไม่ได้ คือ กลุ่มชาวจีน แต่เราเอากลุ่มผู้ซื้อที่ขาดกำลังซื้อมาซื้อ จะกระเตื้องได้แค่ไหน ทุกวันนี้ จากการบริหารห้องชุดให้กับโครงการต่างๆ ใน โซนจังหวัดชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ นั้น ห้องที่เหลืออยู่นั้น ดีเวลลอปเปอร์ไม่ได้หวังขายคนไทยแล้ว เพราะขอสินเชื่อไม่ได้ กู้ไม่ผ่าน แต่เจ้าของโครงการก็มีความหวังว่า การที่จะปล่อยห้องชุดได้ ก็ต้องอาศัยกำลังซื้อจากต่างชาติ แต่ตัวเลขจริงๆ ขยับ ขายได้น้อยมาก ยอมรับว่าโควตาในคอนโดฯเหลือสัดส่วนอีกมาก หรือแม้แต่โครงการคอนโดฯที่พัทยา ที่อำเภอบางละมุง ที่บริษัทฯได้ เข้าไปบริหาร ก็อาจจะมีให้เห็นสัดส่วนเกือบเต็มเพดานบ้าง มีชาวรัสเซียมาอยู่ และซื้อไปสัดส่วนถึงร้อยละ 45 ซึ่งผ่านมาหลายปี มากแล้ว"
นายพิสิฐ มองว่า หากในอนาคต กฎหมายผ่านจริงๆ สิ่งที่ต้องพึงระวัง และต้องวางเป็นมาตรฐาน คือ การคุมเสียงโหวต เรื่องหลักเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยคนไทยยังมีความสำคัญอยู่ เพราะอย่าลืมว่า ปัญหาเรื่องนิติบุคคลอาคารชุด มีให้พบเห็น อาทิเช่น ผู้ซื้อในปีแรกจะ ต้องจ่ายเงินค่าส่วนกลางและเข้าเงินกองทุน แต่รู้หรือไม่ ในปีที่สองชาวต่างชาติ ไม่ยอมชำระเรื่องค่าส่วนกลาง แม้จะมีเอกสารส่งไปยังเจ้าของห้องก็ตาม หรือในกรณี มีการนำห้องไปปล่อยเช่ารายวันให้กับคนต่างชาติของประเทศตนเอง มีเรื่องของการละเมิดสิทธิ์ในการขึ้นไปห้องพักของเพื่อนโดยที่ไม่มีบัตร แต่ใช้สิ่งของวางขั้นที่ประตูหนีไฟ เป็นต้น
ราคาคอนโดฯอาจปรับสูงขึ้น
นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ Property DNA กล่าวว่า ถ้าเรื่องของการที่ชาวต่างชาติสามารถถือครองคอนโดฯได้ไม่เกิน 75% ผ่านการพิจารณาและอนุมัติเป็นกฎหมายจริงๆ ก็ควรมีความชัดเจนในเรื่องอื่นๆ ตามมาด้วยว่า นอกจากจะถือครองได้ไม่เกิน 75% ของพื้นที่ขายของโครงการแล้ว ชาวต่างชาติที่ถือครอง คอนโดฯในประเทศไทยควรต้องมีภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมาเพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการที่ชาวต่างชาติที่จะซื้อต้องเพื่ออยู่อาศัยเท่านั้น หรือมีข้อกำหนดต่างๆ ควบคู่ไปกับการอนุมัติให้ถือครองได้ไม่เกิน 75% เช่น
ชาวต่างชาติต้องซื้อคอนโดฯในโครงการที่อยู่ในกรุงเทพฯ เขตเทศบาล หรือบริเวณที่กำหนดได้เท่านั้น,ต้องเสียภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างในทุกกรณีไม่ว่าจะซื้อราคาเท่าใดก็ตาม, ต้องเป็นการซื้อโดยใช้ชื่อบุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคล, ไม่สามารถขายต่อให้กับนิติบุคคลอื่นๆ แม้ว่าจะเป็นนิติบุคคลที่อยู่ในไทยมานานแล้ว ก็ตาม, ต้องมีหลักฐานการทำงานหรือเอกสารว่าทำงานในประเทศไทยชัดเจนเป็นหลักแหล่ง, ต้องซื้อในราคาไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาทต่อยูนิตหรือในระดับราคาที่สูงกว่าคนไทย, ต้องถือครองไว้ไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงจะขายต่อให้บุคคลอื่นได้, ต้องเสียภาษีจากการขายคอนโดฯที่ซื้อไว้ในอัตราที่มากกว่าคนไทย, ชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดฯในไทยแล้วส่งต่อเป็นมรดกให้บุคคลอื่นต้องเสียภาษีด้วยเช่นกัน, ชาวต่างชาติที่มีชื่อเป็นเจ้าของคอนโดฯใน 1 โครงการ จะมีสิทธิออกเสียงในการลงคะแนนของโครงการนั้นๆ ได้เพียง 49% เท่านั้น และพระราชบัญญัตินี้ควรมีระยะเวลาจำกัดไม่เกิน 5 ปีนับจากวันที่ประกาศบังคับใช้วันแรก แบบที่เคยประกาศแบบนี้ตอนปีพ.ศ.2542
ข้อบังคับเหล่านี้บางข้อ เป็นข้อบังคับที่ควรมีในกรณีเพื่อป้องกันการเข้ามาของเงินหรือชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรม หรือมีการทำธุรกิจที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ที่อยู่ในไทยอยู่แล้วและใช้ชื่อนิติบุคคลเป็นเจ้าของคอนโดฯในไทย
เรื่องของอัตราภาษี และภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ของชาวต่างชาติในกรณีที่เข้ามาซื้อคอนโดฯในไทย ควรมีการกำหนดให้มีความชัดเจนและมีการบังคับใช้ที่เข้มงวดไม่มีการผ่อนปรน หรือละเลยใดๆ เพื่อที่จะได้เงินเข้าประเทศตามที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านตลาดอสังหาฯ
"ก็อาจจะเป็นไปได้ ที่จะมีการผลักดันราคาคอนโดฯในไทยแพงขึ้น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในบางประเทศ เช่น แคนาดา ประสบปัญหาในเรื่องที่มีชาวต่างชาติเข้าไปซื้ออสังหาฯทั้งบ้าน และคอนโดฯกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาอสังหาฯปรับเพิ่มขึ้นไปมากเกินกว่าที่คนในแคนาดาจะสามารถซื้อได้ จนรัฐบาลต้องออกกฎหมายไม่ให้ชาวต่างชาติซื้ออสังหาฯในประเทศตนเองเป็นระยะเวลา 2 ปี เพราะราคาอสังหาฯขึ้นไปถึงร้อยละ 48 ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556-2566 หรือประมาณปีละร้อยละ 4.8 ซึ่งก็ไม่ได้มากมายเท่าใด โดยกฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566"
สำหรับเรื่องที่ราคาคอนโดฯในไทยจะแพงขึ้น เพราะการเข้ามาของชาวต่างชาตินั้น อาจจะไม่ได้มากมายถึงขนาดที่ว่าคนไทยจะไม่สามารถซื้อได้ การที่ราคาคอนโดฯในไทยแพงขึ้นนั้น ปัจจัยหลักมาจากปัจจัยในประเทศทั้งนั้น ทั้งเรื่องของราคาที่ดิน และต้นทุนในการก่อสร้าง ชาวต่างชาติไม่ได้ไล่ซื้อในราคาที่แพงขึ้นทุกครั้ง พวกเขาค่อนข้างพิจารณาในการซื้อคอนโดฯโดยเฉพาะในเรื่องของราคา ยกเว้นผู้ซื้อจากบางประเทศที่อาจจะรีบซื้อในบางช่วงเวลา เช่น พม่าที่รีบซื้อในช่วงที่ผ่านมาจนราคาเฉลี่ยต่อยูนิตของพวกเขาขึ้นไปถึง 5.6 ล้านบาทต่อยูนิต นั่นเพราะพวกเขามีปัญหาภายในประเทศ ผู้ซื้อชาวจีนก็เช่นกัน ที่ไม่ได้ซื้อแพงหรือซื้อทุกระดับราคา ช่วงก่อนหน้านี้ 5-6 ปี อาจจะมีกลุ่มผู้ซื้อแบบนั้นบ้าง แต่ตอนนี้พวกเขามีความรู้ ความเข้าใจในตลาดคอนโดฯมากขึ้นแล้ว ราคาเฉลี่ยคอนโดฯที่คนซื้อในช่วงไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2567 มากกว่าราคาเฉลี่ยที่พวกเขาซื้อตอนไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2563 ประมาณร้อยละ 7.45 ซึ่งแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยเมื่อพิจารณาเป็นรายปี"
สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ และเรื่องที่จะขยายระยะเวลาในพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 เป็น 99 ปี อาจจะเป็นการโยนหินถามทางของรัฐบาล เพราะยังอยู่ในช่วงการศึกษาความเป็น ไปได้ การยกร่างกฎหมาย และผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี สส. สว. และยังมีขั้นตอนการส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ดังนั้น เรื่องนี้ถ้ามีเสียงคัดค้านเยอะ ก็อาจจะเงียบหายไป หรือตกไปในขั้นตอนต่างๆ ก่อนจะประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย
'ทางสองแพร่ง' เปิดต่างชาติซื้อคอนโดฯ75% - เช่า99ปี เอกชนจี้รัฐออก 'กม.' ต้องเข้ม เผยQ1ราคาโอนห้องชุดมากสุดไม่เกิน3ล้าน
ต้องเรียกว่าสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ เมื่อรัฐบาล "เศรษฐา" เตรียมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค ผ่านการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นเพียงการหาแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งจะว่าไปแล้ว เป็นการ "โยนหินถามทาง" ถือเป็นโอกาสซาวเสียงสนับสนุน และมอนิเตอร์เสียงคัดค้านที่จะออกมาเริ่มจาก
1. การพิจารณาทบทวนการกำหนดระยะเวลาของทรัพย์อิงสิทธิตามพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 โดยกำหนดให้ทรัพย์อิงสิทธิมีกำหนดเวลาได้ไม่เกิน 99 ปี (จากเดิมอย่ที่ 30 ปี และซึ่งก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมที่ดิน ได้ออกมาระบุว่าการออกพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 เป็นทางเลือกและเปิดโอกาสให้เจ้าของที่ดินและนักลงทุน ได้มีทางเลือกในการใช้อสังหาริมทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับการใช้บังคับตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ที่กระตุ้นให้เจ้าของที่ดินหรือเจ้าของห้องชุดที่ทอดทิ้งทรัพย์สินไม่ทำประโยชน์ให้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ)
2. การพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิต่างชาติ สามารถถือกรรมสิทธิ์ (สิทธิการซื้อคอนโดฯ) ในห้องชุด จากเดิมไม่เกิน 49% เป็นไม่เกิน 75%
ซึ่งปฏิกิริยาจากแนวทางที่นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ 2 ฉบับ เพื่อกระตุ้นการลงทุน ฟาก 18 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องของแผนในการรองรับหากมีการแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ
โดยสาระสำคัญของคำแถลงการณ์จาก 18 สมาคมอสังหาฯนั้น นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เป็นผู้แทน ได้กล่าวว่า สมาคมมุ่งมั่นในการวางโครงสร้างธุรกิจอสังหาฯ และจัดระเบียบควบคุมการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง สุจริต โปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนทุกกลุ่มในประเทศ
ซึ่งในเรื่องขยายระยะเวลาเช่าจาก 30 ปี เป็น 99 ปี ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่มีความมั่นคงเพียงพอ และจะทำให้การเช่าที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาการซื้อที่อยู่อาศัยหรือ การเช่าที่อยู่อาศัยโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายของชาวต่างชาติ ส่วนข้อกังวลในเรื่องที่ชาว ต่างชาติจะถือครองที่ดินทางอ้อม หรือใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมสามารถวางกรอบของกฎหมายที่กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามข้อกำหนดของผังเมือง กำหนดเขตพื้นที่ หรือจำนวนเนื้อที่สำหรับการเช่าของชาวต่างชาติได้
การขยายสิทธิอาคารชุดของคนต่างชาติให้เป็น 75% จะเป็นการสนับสนุนให้ชาวต่างชาติที่มาลงทุน หรือมีวัตถุประสงค์จะอยู่อาศัยในประเทศไทยได้ซื้อที่อยู่อาศัยโดยถูกต้องตามกฎหมาย แก้ปัญหาในเรื่องการซื้อ หรือการถือครองที่อยู่อาศัยโดยไม่ถูกต้องนอกจากนี้ ทางสมาคมฯได้เสนอมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้กระทบสิทธิของคนไทย
ด้าน ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยให้ความเห็นว่าการจัดทำเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ชัดเจนครั้งนี้ เป็น การควบคุมคนต่างชาติ และปิดช่องต่างชาติทั้งหมด ไม่ให้มีการครอบงำต่างๆ ในอสังหาริมทรัพย์ เช่น การจัดค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าอัตราของคนไทยถึง 2 เท่าในตอนซื้ออสังหาฯ ครั้งแรก ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท สามารถนำรายได้ส่วนนี้มาจัดตั้งกองทุนอสังหาฯ เหมือนคล้ายกับกองทุนน้ำมัน โดยจะนำรายได้ไปสนับสนุนการทำสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ให้ได้รับโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำหรือ รองรับการ ทำจัดตั้ง "มอร์เกจ อินชัวรันส์" ได้
อย่างไรก็ตาม ความร้อนแรงในการแก้กฎหมาย 2 ฉบับ หลายฝ่ายมีความกังวลที่จะ "เอื้อนายทุน" หรือ "เจ้าสัวที่มีแลนด์แบงก์สะสมเป็นจำนวนมาก" นั้น นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน กล่าวว่า "ตนคิดว่าคงไม่ได้กระทบอะไร เพราะเรื่องที่เรา จะเช่าระยะยาว ก็มีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ถูกพับไป เรื่องขายที่ดิน อันนี้ เป็นประเด็นใหญ่มากกว่า ซึ่งเราไม่ได้เสนอตรงนี้เข้ามา"
เอกชนจี้รัฐต้องออก กม.ให้เข้ม กระหึ่มโซเชียล "ค้าน" เช่า 99 ปี!
ทั้งนี้ แม้เรื่องการแก้ไขยังอยู่ในกระบวนการที่กระทรวงมหาดไทยจะไปดำเนินการ แต่ ภาคเอกชน ก็มีความกังวลอย่างหนักต่อเรื่องดังกล่าว โดย นายอิศเรส รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมายืนยันว่า รัฐบาลควรมีข้อคำนึงในประเด็นใหญ่ๆ เพื่อให้กฎหมายมีความรัดกุม โปร่งใสและไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ไม่ให้มีการค้าแบบรายวัน แข่งขันกับโรงแรม ไม่ใช่ว่าช่วยกันซื้อแล้วมาปล่อยเช่ารายวัน ซึ่งผิดกฎหมาย เหมือนคอนโดฯหลายแห่ง คอนโดฯหลายแห่ง มีการถือผ่านนอมินี ต้องคำนึงถึงทัวร์ต่างชาติที่มาใช้บริการ จากคอนโดฯที่มีเจ้าของเป็นชาติเดียวกัน ควรมีมาตรการที่รัดกุม หาทางด้อยสิทธิ ในการโหวตของต่างชาติ เพราะคนไทยอีก 26% เสียงจะน้อยกว่า และห้ามขายที่ดินให้ต่างชาติโดยเด็ดขาด
ด้าน นายโสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัย และประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด ให้มุมมองก่อนหน้านี้ ว่าการให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี นับว่ามากเกินความจำเป็น และยังมีโครงการคอนโดฯเป็นจำนวนมาก ที่ยังมีห้องชุดว่างให้ต่างชาติซื้อ
ขณะที่ในโลกโซเชียลมีการแสดงความคิดเห็นประเด็น ดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้มีการขยายระยะเวลาการถือครองเป็น 99 ปี และเรื่องการเปิดให้ต่างชาติ มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่ 75% และอาจจะเป็นส่งเสริมให้ราคาที่ดินพุ่งแรงเกินความจำเป็น!
ต่างชาติโอนฯห้องชุดทั่ว ปท. Q1 เพิ่มขึ้น 16.7%
ล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ โดย ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ฯ ออกมาย้ำถึงสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติว่า ในไตรมาส 1 ปี 2567 จำนวน 3,938 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.3% มีมูลค่ารวม 18,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% โดยเป็นพื้นที่โอนฯห้องชุดให้ชาวต่างชาติทั่วประเทศจำนวน 173,007 ตารางเมตร (ตร.ม.) เพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในไตรมาสนี้ สัดส่วนหน่วย และมูลค่าโอนฯห้องชุดให้ ชาวต่างชาติต่อการโอนฯทั่วประเทศขยับเพิ่มขึ้นเป็น 16.7% จาก 15.9% และร้อยละ 28.6% จาก 24.3% ตามลำดับ ในด้านของ พื้นที่ห้องชุดที่มีการโอนฯ เพิ่มขึ้นเป็น 21.1% จาก 19.1% เมื่อ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นไตรมาสที่มีสัดส่วนที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2561
จังหวัดชลบุรีมาเป็นอันดับ 1 ที่มีการโอนฯให้กับต่างชาติ จำนวน 1,521 หน่วย สัดส่วน 38.6% มูลค่า 4,165 ล้านบาท กรุงเทพฯอันดับ 2 จำนวน 1,498 หน่วย สัดส่วน 38% มูลค่า 10,699 ล้านบาทซึ่งทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนจำนวนหน่วยและมูลค่ารวมกันสูงถึง 76.6% และ 82.5% ตามลำดับทั้งนี้ และยังมีจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสมุทรปราการ ที่ติดอยู่ใน 5 อันดับที่ ต่างชาติโอนฯห้องชุดเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของชาวต่างชาติ ในการซื้อห้องชุดในเมืองหลักและเมืองท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุด
โดยชาวจีน ยังคงมาเป็นอันดับ 1 ที่มีการโอนฯมากถึง 1,596 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43.8 มูลค่า 7,570 ล้านบาท รองลงมาเป็นชาวพม่า, ชาวรัสเซีย ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า ชาวพม่าเป็นสัญชาติที่มีจำนวนหน่วยโอนฯขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 415.8% เมื่อ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แต่จากข้อมูลตรงนี้ ราคาห้องชุดที่มีการโอนฯให้คนต่างชาติมากที่สุด อยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 3.00 ล้านบาท มีสัดส่วน 52.9% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด (เป็นตลาดเดียวที่กลุ่มคนไทยต้องการ ซื้อคอนโดฯ) รองลงมาคือ ระดับราคา 3.01-5 ล้านบาท มีสัดส่วน 22.7%
ขนาดห้องชุดที่เป็นที่นิยมของคนต่างชาติมาก เป็นขนาด พื้นที่ 31-60 ตร.ม. (ประเภท 1-2 ห้องนอน) โดยมีสัดส่วน 49.6%
ดังนั้น เมื่อมาพิจารณาขนาด และราคาเฉลี่ยจะพบว่าใน ไตรมาส 1 ปี 67 มีขนาดเฉลี่ย 43.9 ตร.ม. มูลค่าเฉลี่ย 4.6 ล้านบาท/ หน่วยหรือประมาณ ตร.ม.ละ 104,119 บาท สำหรับผู้ซื้อสัญชาติจีนมีการโอนฯมากที่สุดในบรรดาชาวต่างชาติ มีมูลค่าการโอนฯเฉลี่ย 4.7 ล้านบาท/หน่วย และพื้นที่ห้องชุดเฉลี่ย 39.6 ตารางเมตร
ส.นักบริหารอาคารชุด ฟันธง คอนโดฯไม่เต็ม 49%
นายพิสิฐ ชูประสิทธิ์ นายกสมาคมนักบริหารอาคารชุด-หมู่บ้านจัดสรรไทย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ถึงแนวทางที่รัฐบาลจะเปิดกว้างให้ต่างชาติได้กรรมสิทธิ์ซื้อห้องชุดเป็น 75% ว่า โดยส่วนตัวแล้ว ยังไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะไปขยายเพดานให้มากถึงตัวเลข ดังกล่าว เนื่องจากในปัจจจุบันตามข้อเท็จจริง ต่างชาติที่ซื้อคอนโดฯแล้วมีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย 49% นั้น มีน้อยมากๆ และต่อให้รัฐบาลขยายเพดานให้มาก แต่กำลังซื้อของคนต่างชาติจริงๆ ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น
"สิ่งที่เราเห็นคือ กลุ่มผู้ซื้อหลักจริงๆ เราปฏิเสธไม่ได้ คือ กลุ่มชาวจีน แต่เราเอากลุ่มผู้ซื้อที่ขาดกำลังซื้อมาซื้อ จะกระเตื้องได้แค่ไหน ทุกวันนี้ จากการบริหารห้องชุดให้กับโครงการต่างๆ ใน โซนจังหวัดชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ นั้น ห้องที่เหลืออยู่นั้น ดีเวลลอปเปอร์ไม่ได้หวังขายคนไทยแล้ว เพราะขอสินเชื่อไม่ได้ กู้ไม่ผ่าน แต่เจ้าของโครงการก็มีความหวังว่า การที่จะปล่อยห้องชุดได้ ก็ต้องอาศัยกำลังซื้อจากต่างชาติ แต่ตัวเลขจริงๆ ขยับ ขายได้น้อยมาก ยอมรับว่าโควตาในคอนโดฯเหลือสัดส่วนอีกมาก หรือแม้แต่โครงการคอนโดฯที่พัทยา ที่อำเภอบางละมุง ที่บริษัทฯได้ เข้าไปบริหาร ก็อาจจะมีให้เห็นสัดส่วนเกือบเต็มเพดานบ้าง มีชาวรัสเซียมาอยู่ และซื้อไปสัดส่วนถึงร้อยละ 45 ซึ่งผ่านมาหลายปี มากแล้ว"
นายพิสิฐ มองว่า หากในอนาคต กฎหมายผ่านจริงๆ สิ่งที่ต้องพึงระวัง และต้องวางเป็นมาตรฐาน คือ การคุมเสียงโหวต เรื่องหลักเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยคนไทยยังมีความสำคัญอยู่ เพราะอย่าลืมว่า ปัญหาเรื่องนิติบุคคลอาคารชุด มีให้พบเห็น อาทิเช่น ผู้ซื้อในปีแรกจะ ต้องจ่ายเงินค่าส่วนกลางและเข้าเงินกองทุน แต่รู้หรือไม่ ในปีที่สองชาวต่างชาติ ไม่ยอมชำระเรื่องค่าส่วนกลาง แม้จะมีเอกสารส่งไปยังเจ้าของห้องก็ตาม หรือในกรณี มีการนำห้องไปปล่อยเช่ารายวันให้กับคนต่างชาติของประเทศตนเอง มีเรื่องของการละเมิดสิทธิ์ในการขึ้นไปห้องพักของเพื่อนโดยที่ไม่มีบัตร แต่ใช้สิ่งของวางขั้นที่ประตูหนีไฟ เป็นต้น
ราคาคอนโดฯอาจปรับสูงขึ้น
นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ Property DNA กล่าวว่า ถ้าเรื่องของการที่ชาวต่างชาติสามารถถือครองคอนโดฯได้ไม่เกิน 75% ผ่านการพิจารณาและอนุมัติเป็นกฎหมายจริงๆ ก็ควรมีความชัดเจนในเรื่องอื่นๆ ตามมาด้วยว่า นอกจากจะถือครองได้ไม่เกิน 75% ของพื้นที่ขายของโครงการแล้ว ชาวต่างชาติที่ถือครอง คอนโดฯในประเทศไทยควรต้องมีภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมาเพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการที่ชาวต่างชาติที่จะซื้อต้องเพื่ออยู่อาศัยเท่านั้น หรือมีข้อกำหนดต่างๆ ควบคู่ไปกับการอนุมัติให้ถือครองได้ไม่เกิน 75% เช่น
ชาวต่างชาติต้องซื้อคอนโดฯในโครงการที่อยู่ในกรุงเทพฯ เขตเทศบาล หรือบริเวณที่กำหนดได้เท่านั้น,ต้องเสียภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างในทุกกรณีไม่ว่าจะซื้อราคาเท่าใดก็ตาม, ต้องเป็นการซื้อโดยใช้ชื่อบุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคล, ไม่สามารถขายต่อให้กับนิติบุคคลอื่นๆ แม้ว่าจะเป็นนิติบุคคลที่อยู่ในไทยมานานแล้ว ก็ตาม, ต้องมีหลักฐานการทำงานหรือเอกสารว่าทำงานในประเทศไทยชัดเจนเป็นหลักแหล่ง, ต้องซื้อในราคาไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาทต่อยูนิตหรือในระดับราคาที่สูงกว่าคนไทย, ต้องถือครองไว้ไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงจะขายต่อให้บุคคลอื่นได้, ต้องเสียภาษีจากการขายคอนโดฯที่ซื้อไว้ในอัตราที่มากกว่าคนไทย, ชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดฯในไทยแล้วส่งต่อเป็นมรดกให้บุคคลอื่นต้องเสียภาษีด้วยเช่นกัน, ชาวต่างชาติที่มีชื่อเป็นเจ้าของคอนโดฯใน 1 โครงการ จะมีสิทธิออกเสียงในการลงคะแนนของโครงการนั้นๆ ได้เพียง 49% เท่านั้น และพระราชบัญญัตินี้ควรมีระยะเวลาจำกัดไม่เกิน 5 ปีนับจากวันที่ประกาศบังคับใช้วันแรก แบบที่เคยประกาศแบบนี้ตอนปีพ.ศ.2542
ข้อบังคับเหล่านี้บางข้อ เป็นข้อบังคับที่ควรมีในกรณีเพื่อป้องกันการเข้ามาของเงินหรือชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรม หรือมีการทำธุรกิจที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ที่อยู่ในไทยอยู่แล้วและใช้ชื่อนิติบุคคลเป็นเจ้าของคอนโดฯในไทย
เรื่องของอัตราภาษี และภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ของชาวต่างชาติในกรณีที่เข้ามาซื้อคอนโดฯในไทย ควรมีการกำหนดให้มีความชัดเจนและมีการบังคับใช้ที่เข้มงวดไม่มีการผ่อนปรน หรือละเลยใดๆ เพื่อที่จะได้เงินเข้าประเทศตามที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านตลาดอสังหาฯ
"ก็อาจจะเป็นไปได้ ที่จะมีการผลักดันราคาคอนโดฯในไทยแพงขึ้น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในบางประเทศ เช่น แคนาดา ประสบปัญหาในเรื่องที่มีชาวต่างชาติเข้าไปซื้ออสังหาฯทั้งบ้าน และคอนโดฯกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาอสังหาฯปรับเพิ่มขึ้นไปมากเกินกว่าที่คนในแคนาดาจะสามารถซื้อได้ จนรัฐบาลต้องออกกฎหมายไม่ให้ชาวต่างชาติซื้ออสังหาฯในประเทศตนเองเป็นระยะเวลา 2 ปี เพราะราคาอสังหาฯขึ้นไปถึงร้อยละ 48 ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556-2566 หรือประมาณปีละร้อยละ 4.8 ซึ่งก็ไม่ได้มากมายเท่าใด โดยกฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566"
สำหรับเรื่องที่ราคาคอนโดฯในไทยจะแพงขึ้น เพราะการเข้ามาของชาวต่างชาตินั้น อาจจะไม่ได้มากมายถึงขนาดที่ว่าคนไทยจะไม่สามารถซื้อได้ การที่ราคาคอนโดฯในไทยแพงขึ้นนั้น ปัจจัยหลักมาจากปัจจัยในประเทศทั้งนั้น ทั้งเรื่องของราคาที่ดิน และต้นทุนในการก่อสร้าง ชาวต่างชาติไม่ได้ไล่ซื้อในราคาที่แพงขึ้นทุกครั้ง พวกเขาค่อนข้างพิจารณาในการซื้อคอนโดฯโดยเฉพาะในเรื่องของราคา ยกเว้นผู้ซื้อจากบางประเทศที่อาจจะรีบซื้อในบางช่วงเวลา เช่น พม่าที่รีบซื้อในช่วงที่ผ่านมาจนราคาเฉลี่ยต่อยูนิตของพวกเขาขึ้นไปถึง 5.6 ล้านบาทต่อยูนิต นั่นเพราะพวกเขามีปัญหาภายในประเทศ ผู้ซื้อชาวจีนก็เช่นกัน ที่ไม่ได้ซื้อแพงหรือซื้อทุกระดับราคา ช่วงก่อนหน้านี้ 5-6 ปี อาจจะมีกลุ่มผู้ซื้อแบบนั้นบ้าง แต่ตอนนี้พวกเขามีความรู้ ความเข้าใจในตลาดคอนโดฯมากขึ้นแล้ว ราคาเฉลี่ยคอนโดฯที่คนซื้อในช่วงไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2567 มากกว่าราคาเฉลี่ยที่พวกเขาซื้อตอนไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2563 ประมาณร้อยละ 7.45 ซึ่งแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยเมื่อพิจารณาเป็นรายปี"
สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ และเรื่องที่จะขยายระยะเวลาในพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 เป็น 99 ปี อาจจะเป็นการโยนหินถามทางของรัฐบาล เพราะยังอยู่ในช่วงการศึกษาความเป็น ไปได้ การยกร่างกฎหมาย และผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี สส. สว. และยังมีขั้นตอนการส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ดังนั้น เรื่องนี้ถ้ามีเสียงคัดค้านเยอะ ก็อาจจะเงียบหายไป หรือตกไปในขั้นตอนต่างๆ ก่อนจะประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ
_73115_1719461133_83924.jpg)