สกพอ.ยัน EEC เดินหน้าต่อเนื่อง จีดีพีโตดันเงินลงทุนจริงแตะล้านล.
วันที่ : 9 กันยายน 2569
เลขาธิการ สกพอ. ชี้ EEC ดึงเงินลงทุนจริงเฉลี่ยราว 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 4 ของการลงทุนจริงทั้งประเทศ ย้ำเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนการลงทุนได้ชัดกว่ามูลค่าบัตรส่งเสริมการลงทุน
รถไฟเชื่อมอู่ตะเภายังต้องมีอยู่
เปิดเวที EEC Never Stops อดีตรมว.คลัง แนะสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกปั่นป่วน โอกาสทองประเทศไทยดึงดูดการลงทุนอีอีซี บี้รัฐเร่งสปีดปรับยืดหยุ่นอุตสาหกรรมเป้าหมาย กระจายโอกาสให้คนในพื้นที่ เลขาธิการ สกพอ. ยืนยัน EEC เดินหน้าไม่หยุด ชี้ตัวเลขลงทุนจริงแตะล้านล้านต่อปีแม้เมกะโปรเจกต์บางส่วนล่าช้า พร้อมเร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐานและปรับยุทธศาสตร์รับมือความผันผวนโลก
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เนชั่นกรุ๊ปจัดงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซี ก้าวต่อไป โดยมีผู้ร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทาง เศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และโอกาสใหม่ของ EEC ประกอบด้วย ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID
นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย นายณัฐวงศ์ พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย นายเอกณัฐ อึ้งภากรณ์ หัวหน้าคณะสายงานกลยุทธ์การลงทุน บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) และนายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ
ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ปั่นป่วนในปัจจุบัน เป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หากสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เพราะประเทศไทยมีความเป็นเอกลักษณ์และมีทรัพยากรหลากหลายที่เป็นจุดแข็งในภูมิภาคเอเชีย โดยมีปัจจัยชี้ขาดสำคัญอยู่ที่ความพร้อมของประเทศไทยและ EEC เอง ทั้งด้านกำลังคน ทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล รวมถึงกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ที่จะรองรับนักลงทุน
ทั้งนี้มองว่า ในปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนต่างดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อดึงดูดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า สิ่งที่เขาเสนอต่อนักลงทุนนั้นเชิงรุกมาก ๆ ดังนั้นโอกาสของไทยในการเปลี่ยนกระแสความผันผวนของโลกให้เป็นประโยชน์จึงขึ้นอยู่กับความพร้อมและความสามารถในการรุกคว้าโอกาสของประเทศเองเป็นสำคัญ
ส่วนของการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC นั้น มีความจำเป็นต้องยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่กรอบใหญ่ยังคงใช้ได้อยู่ โดยอาจพิจารณาความเหมาะสมว่าประเทศไทยมีความต้องการดึงดูดการลงทุนประเภทใดเข้ามาลงทุน มีการเชื่อมโยงอย่างไรในการดึงดูดนักลงทุนทั้งต่างชาติ และ
นักลงทุนไทย ซึ่งจะต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว
"ไม่ว่าอีอีซี หรือโครงการใด ๆ ตอนคิดโครงการตั้งแต่ต้นมีโจทย์สำคัญคือคุณภาพชีวิตคนไทยต้องดีขึ้น หรือตอบโจทย์คนไทยหรือไม่เมื่อดึงเข้ามาลงทุนในพื้นที่ โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องท้าทาย เพราะหลายเรื่องหลายอุตสาหกรรมเป็นของใหม่ก็ต้องมีคนกระทบ ดังนั้นจึงต้องดูให้เกิดความสมดุล และถ้าไม่คุ้มรัฐก็ต้องหารือกัน หรือต้องดูแลให้ดี" อดีตรมว.คลัง ระบุ
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. กล่าวว่า ปัจจุบันตัวเลขการลงทุนจริง นับตั้งแต่ตั้ง EEC มูลค่าการลงทุนจริงในพื้นที่คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าการลงทุนจริงทั้งประเทศ โดยเฉลี่ยแล้วมีเงินลงทุนจริงเข้าสู่พื้นที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนในอุปกรณ์เพื่อประกอบกิจการ ถือเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงมากกว่าตัวเลขมูลค่าบัตรส่งเสริมการลงทุนที่ออกในแต่ละปี พร้อมระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของ3 จังหวัดในพื้นที่ EEC ในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 14 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ดร.จุฬา ยอมรับว่า ปัจจุบันโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่บางโครงการเกิดความล่าช้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการสนามบิน อู่ตะเภา รวมมูลค่ากว่า 240,000 ล้านบาท ส่วนตัวยืนยันว่ารถไฟเชื่อมอู่ตะเภายังคงต้องมีอยู่ โดยหากการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ในช่วงเวลานี้ ภาครัฐอาจต้องเข้าไปดูแลบางส่วนก่อน แล้วจึงให้เอกชนเข้ามาเดินรถในภายหลัง
"เป้าหมายของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งว่ามีเพียงสองข้อหลัก คือการเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ และการเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง ตัวอย่างโครงการสนามบินอู่ตะเภาว่าเป็นการเปิดประตูให้พื้นที่ EEC สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นกลไกในการเพิ่มความคล่องตัวจากอู่ตะเภากลับสู่กรุงเทพฯ ซึ่งขณะนี้มีการหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงสุดประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง" ดร.จุฬา กล่าว
นอกจากประเด็นรถไฟแล้ว ดร.จุฬา กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะต่อไปยังต้องครอบคลุมถึงระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบจัดการของเสีย รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรองรับกรณีเกิดอุบัติภัยต่าง ๆ เนื่องจากพื้นที่พัฒนาต้องมีทั้งการซ่อมแซมสิ่งที่มีอยู่เดิมควบคู่ไปกับการสร้างสิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักสี่โครงการเท่านั้น โดยยืนยันว่าทางสำนักงานยังต้องเดินหน้าผลักดันเรื่องเหล่านี้ควบคู่กันไป
ด้านยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ปัจจุบัน EEC มีอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งสิ้น 12 อุตสาหกรรม แต่ในทางปฏิบัติได้ใช้วิธีบริหารจัดการในรูปแบบคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแทนการพิจารณาแบบรายอุตสาหกรรม โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ อาทิ คลัสเตอร์การแพทย์ คลัสเตอร์ดิจิทัลที่ครอบคลุมตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ คลัสเตอร์ยานยนต์ และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งช่วยให้การวางแผนดึงดูดการลงทุนมีความแม่นยำมากขึ้นตามรูปแบบการลงทุนที่เปลี่ยนไปเป็นลักษณะการย้ายฐานที่มาพร้อมกับซัพพลายเชนทั้งกลุ่ม
"แม้สถานการณ์โลกจะมีความผันผวน แต่กรอบใหญ่ของยุทธศาสตร์ EEC ยังคงสามารถใช้งานได้ เพียงแต่ต้องปรับน้ำหนักความสำคัญในแต่ละอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งเดินหน้าดึงดูดนักลงทุนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศควบคู่กันไป เพื่อให้ EEC สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2559" ดร.จุฬา กล่าว
ส่วนของทิศทางการพัฒนา เลขาธิการ สกพอ. ระบุว่าที่ผ่านมาการพัฒนา EEC เน้นมุมมองเชิงอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่การพัฒนาในระยะต่อไป มองว่าจำเป็นต้องปรับเป็นแนวทางด้วยการให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น เนื่องจากการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องครอบคลุมทั้งมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงปัจจัยด้านเศรษฐกิจจากการลงทุนภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ยกตัวอย่างโครงการอู่ตะเภาว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างเมืองการบิน ไม่ใช่เพียงสนามบิน
เลขาธิการ สกพอ. เปิดเผยด้วยว่า สกพอ. มีแผนพัฒนาโครงการ E-City ควบคู่ไปด้วย โดยตั้งเป้าให้เป็นเสมือน "เมืองหลวงของ EEC" เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากอู่ตะเภาเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร และมีศักยภาพในการเป็นจุดศูนย์กลางให้คนสามารถทำงาน ใช้ชีวิต และทำกิจกรรมสันทนาการได้ในที่เดียว เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอย่างพัทยา ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ซึ่งจะทำให้การเติบโตในเชิงการพัฒนามีความต่อเนื่องกันไป
ด้านการกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชน ดร.จุฬา กล่าวว่า ตอนนี้มียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ไข่แดง-ไข่ขาว ปัจจุบันมีการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้วทั้งสิ้น 47 เขตทั่วพื้นที่ EEC ซึ่งถือเป็นไข่แดงที่เป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันได้ออกแบบไข่ขาวซึ่งเป็นภาคสังคมโดยรอบ เพื่อให้ชุมชนสามารถได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนที่เข้ามาในพื้นที่ ผ่านการขายอาหาร ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวให้กับแรงงานที่เข้ามาทำงานในพื้นที่
ขณะที่การเตรียมความพร้อมของแรงงาน ปัจจัยสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นคือความพร้อมของแรงงานและคน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจใหม่ค่อนข้างมาก โดยขณะนี้มีความพยายามผลักดันให้พื้นที่สถานศึกษาบางแห่งกลายเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นำพื้นที่มหาวิทยาลัยมาใช้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมบางส่วน ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ที่จะพัฒนาเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษด้านการเกษตร รวมถึงมหาวิทยาลัยบูรพาที่จะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน
ดร.จุฬา กล่าวปิดท้ายว่า สิ่งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า EEC จะไม่มีวันหยุดชะงัก แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อน ไปด้วยกัน เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ มักใช้เวลาดำเนินการนานและมักเกิดปัญหาระหว่างทางอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเมื่อเกิดปัญหาขึ้น
เปิดเวที EEC Never Stops อดีตรมว.คลัง แนะสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกปั่นป่วน โอกาสทองประเทศไทยดึงดูดการลงทุนอีอีซี บี้รัฐเร่งสปีดปรับยืดหยุ่นอุตสาหกรรมเป้าหมาย กระจายโอกาสให้คนในพื้นที่ เลขาธิการ สกพอ. ยืนยัน EEC เดินหน้าไม่หยุด ชี้ตัวเลขลงทุนจริงแตะล้านล้านต่อปีแม้เมกะโปรเจกต์บางส่วนล่าช้า พร้อมเร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐานและปรับยุทธศาสตร์รับมือความผันผวนโลก
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เนชั่นกรุ๊ปจัดงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซี ก้าวต่อไป โดยมีผู้ร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทาง เศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และโอกาสใหม่ของ EEC ประกอบด้วย ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID
นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย นายณัฐวงศ์ พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย นายเอกณัฐ อึ้งภากรณ์ หัวหน้าคณะสายงานกลยุทธ์การลงทุน บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) และนายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ
ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ปั่นป่วนในปัจจุบัน เป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หากสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เพราะประเทศไทยมีความเป็นเอกลักษณ์และมีทรัพยากรหลากหลายที่เป็นจุดแข็งในภูมิภาคเอเชีย โดยมีปัจจัยชี้ขาดสำคัญอยู่ที่ความพร้อมของประเทศไทยและ EEC เอง ทั้งด้านกำลังคน ทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล รวมถึงกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ที่จะรองรับนักลงทุน
ทั้งนี้มองว่า ในปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนต่างดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อดึงดูดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า สิ่งที่เขาเสนอต่อนักลงทุนนั้นเชิงรุกมาก ๆ ดังนั้นโอกาสของไทยในการเปลี่ยนกระแสความผันผวนของโลกให้เป็นประโยชน์จึงขึ้นอยู่กับความพร้อมและความสามารถในการรุกคว้าโอกาสของประเทศเองเป็นสำคัญ
ส่วนของการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC นั้น มีความจำเป็นต้องยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่กรอบใหญ่ยังคงใช้ได้อยู่ โดยอาจพิจารณาความเหมาะสมว่าประเทศไทยมีความต้องการดึงดูดการลงทุนประเภทใดเข้ามาลงทุน มีการเชื่อมโยงอย่างไรในการดึงดูดนักลงทุนทั้งต่างชาติ และ
นักลงทุนไทย ซึ่งจะต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว
"ไม่ว่าอีอีซี หรือโครงการใด ๆ ตอนคิดโครงการตั้งแต่ต้นมีโจทย์สำคัญคือคุณภาพชีวิตคนไทยต้องดีขึ้น หรือตอบโจทย์คนไทยหรือไม่เมื่อดึงเข้ามาลงทุนในพื้นที่ โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องท้าทาย เพราะหลายเรื่องหลายอุตสาหกรรมเป็นของใหม่ก็ต้องมีคนกระทบ ดังนั้นจึงต้องดูให้เกิดความสมดุล และถ้าไม่คุ้มรัฐก็ต้องหารือกัน หรือต้องดูแลให้ดี" อดีตรมว.คลัง ระบุ
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. กล่าวว่า ปัจจุบันตัวเลขการลงทุนจริง นับตั้งแต่ตั้ง EEC มูลค่าการลงทุนจริงในพื้นที่คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าการลงทุนจริงทั้งประเทศ โดยเฉลี่ยแล้วมีเงินลงทุนจริงเข้าสู่พื้นที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนในอุปกรณ์เพื่อประกอบกิจการ ถือเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงมากกว่าตัวเลขมูลค่าบัตรส่งเสริมการลงทุนที่ออกในแต่ละปี พร้อมระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของ3 จังหวัดในพื้นที่ EEC ในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 14 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ดร.จุฬา ยอมรับว่า ปัจจุบันโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่บางโครงการเกิดความล่าช้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการสนามบิน อู่ตะเภา รวมมูลค่ากว่า 240,000 ล้านบาท ส่วนตัวยืนยันว่ารถไฟเชื่อมอู่ตะเภายังคงต้องมีอยู่ โดยหากการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ในช่วงเวลานี้ ภาครัฐอาจต้องเข้าไปดูแลบางส่วนก่อน แล้วจึงให้เอกชนเข้ามาเดินรถในภายหลัง
"เป้าหมายของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งว่ามีเพียงสองข้อหลัก คือการเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ และการเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง ตัวอย่างโครงการสนามบินอู่ตะเภาว่าเป็นการเปิดประตูให้พื้นที่ EEC สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นกลไกในการเพิ่มความคล่องตัวจากอู่ตะเภากลับสู่กรุงเทพฯ ซึ่งขณะนี้มีการหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงสุดประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง" ดร.จุฬา กล่าว
นอกจากประเด็นรถไฟแล้ว ดร.จุฬา กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะต่อไปยังต้องครอบคลุมถึงระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบจัดการของเสีย รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรองรับกรณีเกิดอุบัติภัยต่าง ๆ เนื่องจากพื้นที่พัฒนาต้องมีทั้งการซ่อมแซมสิ่งที่มีอยู่เดิมควบคู่ไปกับการสร้างสิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักสี่โครงการเท่านั้น โดยยืนยันว่าทางสำนักงานยังต้องเดินหน้าผลักดันเรื่องเหล่านี้ควบคู่กันไป
ด้านยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ปัจจุบัน EEC มีอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งสิ้น 12 อุตสาหกรรม แต่ในทางปฏิบัติได้ใช้วิธีบริหารจัดการในรูปแบบคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแทนการพิจารณาแบบรายอุตสาหกรรม โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ อาทิ คลัสเตอร์การแพทย์ คลัสเตอร์ดิจิทัลที่ครอบคลุมตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ คลัสเตอร์ยานยนต์ และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งช่วยให้การวางแผนดึงดูดการลงทุนมีความแม่นยำมากขึ้นตามรูปแบบการลงทุนที่เปลี่ยนไปเป็นลักษณะการย้ายฐานที่มาพร้อมกับซัพพลายเชนทั้งกลุ่ม
"แม้สถานการณ์โลกจะมีความผันผวน แต่กรอบใหญ่ของยุทธศาสตร์ EEC ยังคงสามารถใช้งานได้ เพียงแต่ต้องปรับน้ำหนักความสำคัญในแต่ละอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งเดินหน้าดึงดูดนักลงทุนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศควบคู่กันไป เพื่อให้ EEC สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2559" ดร.จุฬา กล่าว
ส่วนของทิศทางการพัฒนา เลขาธิการ สกพอ. ระบุว่าที่ผ่านมาการพัฒนา EEC เน้นมุมมองเชิงอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่การพัฒนาในระยะต่อไป มองว่าจำเป็นต้องปรับเป็นแนวทางด้วยการให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น เนื่องจากการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องครอบคลุมทั้งมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงปัจจัยด้านเศรษฐกิจจากการลงทุนภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ยกตัวอย่างโครงการอู่ตะเภาว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างเมืองการบิน ไม่ใช่เพียงสนามบิน
เลขาธิการ สกพอ. เปิดเผยด้วยว่า สกพอ. มีแผนพัฒนาโครงการ E-City ควบคู่ไปด้วย โดยตั้งเป้าให้เป็นเสมือน "เมืองหลวงของ EEC" เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากอู่ตะเภาเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร และมีศักยภาพในการเป็นจุดศูนย์กลางให้คนสามารถทำงาน ใช้ชีวิต และทำกิจกรรมสันทนาการได้ในที่เดียว เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอย่างพัทยา ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ซึ่งจะทำให้การเติบโตในเชิงการพัฒนามีความต่อเนื่องกันไป
ด้านการกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชน ดร.จุฬา กล่าวว่า ตอนนี้มียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ไข่แดง-ไข่ขาว ปัจจุบันมีการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้วทั้งสิ้น 47 เขตทั่วพื้นที่ EEC ซึ่งถือเป็นไข่แดงที่เป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันได้ออกแบบไข่ขาวซึ่งเป็นภาคสังคมโดยรอบ เพื่อให้ชุมชนสามารถได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนที่เข้ามาในพื้นที่ ผ่านการขายอาหาร ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวให้กับแรงงานที่เข้ามาทำงานในพื้นที่
ขณะที่การเตรียมความพร้อมของแรงงาน ปัจจัยสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นคือความพร้อมของแรงงานและคน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจใหม่ค่อนข้างมาก โดยขณะนี้มีความพยายามผลักดันให้พื้นที่สถานศึกษาบางแห่งกลายเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นำพื้นที่มหาวิทยาลัยมาใช้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมบางส่วน ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ที่จะพัฒนาเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษด้านการเกษตร รวมถึงมหาวิทยาลัยบูรพาที่จะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน
ดร.จุฬา กล่าวปิดท้ายว่า สิ่งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า EEC จะไม่มีวันหยุดชะงัก แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อน ไปด้วยกัน เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ มักใช้เวลาดำเนินการนานและมักเกิดปัญหาระหว่างทางอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเมื่อเกิดปัญหาขึ้น
ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ อื่นๆ