REIC มองอสังหาฯเริ่มฟื้น ลุ้นปี'70 ยอดโอนพุ่ง 908,358 ล้าน
วันที่ : 28 สิงหาคม 2569
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ชี้ ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 ได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจและ GDP ที่ทยอยฟื้นตัว หนุนกำลังซื้อ ขณะที่ตลาดบ้านมือสอง โดยเฉพาะกลุ่มราคาไม่สูง ยังขยายตัวต่อเนื่อง ตอบโจทย์ผู้ซื้อที่มองหาความคุ้มค่าในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวและการขยายตัวของ GDP อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อ ขณะเดียวกัน ตลาดบ้านมือสอง โดยเฉพาะกลุ่มราคาที่ไม่สูง ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากตอบโจทย์ผู้ซื้อที่ต้องการความคุ้มค่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
นอกจากนี้การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียม การโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองถึง 30 มิถุนายน 2570 จะช่วยประคองตลาดครึ่งปีหลัง 2569 ให้ดำเนินไปได้ อย่างมีเสถียรภาพและเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาด โดย REIC ประเมินว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2569 จะมีประมาณ 323,479 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.3% และมีมูลค่าประมาณ 8.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% จากปีก่อน
ส่วนในช่วงครึ่งปีแรก 2569 พบว่า มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมี จำนวน 142,619 หน่วย ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% จากช่วงเดียวกันของ ปีก่อน ที่มีมูลค่า 391,601 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดขยายตัวมาจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่อยู่อาศัย รวมถึงมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อ ที่อยู่อาศัย (LTV) โดยในปี 2568 ทั้ง 2 มาตรการเริ่มมีผลในช่วงไตรมาส 2 ทำให้ฐานเปรียบเทียบของปี 2569 แตกต่างจากปีก่อน
ด้านสถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้าง ณ ครึ่งปีแรก 2569 มีมูลค่ารวม 5,174,141 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการขยายตัวของสินเชื่อในระบบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 มีมูลค่ารวม 289,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่สินเชื่อปล่อยใหม่เร่งตัวขึ้นถึง 18.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของยอดโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงเดียวกัน
สำหรับในปี 2570 ทาง REIC คาดการณ์มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์จะเพิ่มขึ้น 3.1% จากปี 2569 มาอยู่ที่908,358 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากราคาที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น ทำให้ราคาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2570 มีแนวโน้มสูงขึ้น และส่งผลให้มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ สูงขึ้นตามไปด้วย สวนทางกับจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อาจลดลง 0.9% มาอยู่ที่ 320,617 หน่วย
อย่างไรก็ตาม REIC มองว่าตลาดยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ต้นทุนก่อสร้างและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้า แต่คาดว่าในปี 2570 จะเห็นแนวโน้มของสินเชื่อ ที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เติบโตขึ้นได้ 2% หรือคิดเป็นมูลค่า 582,688 ล้านบาท จากปี 2569 ที่คาดว่าจะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ 571,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%
"REIC มองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว โดยคาดว่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจ แม้การฟื้นตัวจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับมีกำลังซื้อจากต่างชาติที่เข้ามาหนุน แม้อาจจะมีความผันผวนเกิดขึ้นจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เชื่อว่าไทยยังคงเป็นอีกหนึ่ง จุดหมายสำคัญที่กลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติสนใจเข้าซื้อที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง" ดร.มานะ กล่าว
นอกจากนี้การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียม การโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองถึง 30 มิถุนายน 2570 จะช่วยประคองตลาดครึ่งปีหลัง 2569 ให้ดำเนินไปได้ อย่างมีเสถียรภาพและเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาด โดย REIC ประเมินว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2569 จะมีประมาณ 323,479 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.3% และมีมูลค่าประมาณ 8.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% จากปีก่อน
ส่วนในช่วงครึ่งปีแรก 2569 พบว่า มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมี จำนวน 142,619 หน่วย ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% จากช่วงเดียวกันของ ปีก่อน ที่มีมูลค่า 391,601 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดขยายตัวมาจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่อยู่อาศัย รวมถึงมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อ ที่อยู่อาศัย (LTV) โดยในปี 2568 ทั้ง 2 มาตรการเริ่มมีผลในช่วงไตรมาส 2 ทำให้ฐานเปรียบเทียบของปี 2569 แตกต่างจากปีก่อน
ด้านสถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้าง ณ ครึ่งปีแรก 2569 มีมูลค่ารวม 5,174,141 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการขยายตัวของสินเชื่อในระบบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 มีมูลค่ารวม 289,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่สินเชื่อปล่อยใหม่เร่งตัวขึ้นถึง 18.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของยอดโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงเดียวกัน
สำหรับในปี 2570 ทาง REIC คาดการณ์มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์จะเพิ่มขึ้น 3.1% จากปี 2569 มาอยู่ที่908,358 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากราคาที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น ทำให้ราคาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2570 มีแนวโน้มสูงขึ้น และส่งผลให้มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ สูงขึ้นตามไปด้วย สวนทางกับจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อาจลดลง 0.9% มาอยู่ที่ 320,617 หน่วย
อย่างไรก็ตาม REIC มองว่าตลาดยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ต้นทุนก่อสร้างและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้า แต่คาดว่าในปี 2570 จะเห็นแนวโน้มของสินเชื่อ ที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เติบโตขึ้นได้ 2% หรือคิดเป็นมูลค่า 582,688 ล้านบาท จากปี 2569 ที่คาดว่าจะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ 571,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%
"REIC มองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว โดยคาดว่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจ แม้การฟื้นตัวจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับมีกำลังซื้อจากต่างชาติที่เข้ามาหนุน แม้อาจจะมีความผันผวนเกิดขึ้นจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เชื่อว่าไทยยังคงเป็นอีกหนึ่ง จุดหมายสำคัญที่กลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติสนใจเข้าซื้อที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง" ดร.มานะ กล่าว
ข่าว reic จากสื่อสิ่งพิมพ์ อื่นๆ
