อสังหาฯยกการ์ดสู้วิกฤตใหญ่ ไตรมาสแรกพอใจชื้น!รายได้-กำไรพอมี
Loading

อสังหาฯยกการ์ดสู้วิกฤตใหญ่ ไตรมาสแรกพอใจชื้น!รายได้-กำไรพอมี

วันที่ : 28 พฤษภาคม 2569
คุชแมนแอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ระบุว่า แม้หลายบริษัทอสังหาฯ เผชิญรายได้และกำไรลดลงในไตรมาส 1/2569 จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการบางรายยังเติบโตได้ โดย 7 ใน 10 บริษัทอสังหาฯ ที่มีรายได้สูงสุด มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  จับตาQ2สงครามอ่าวกระทบหนัก!

  อสังหาริมทรัพย์

  ปี พ.ศ. 2569 อาจจะเป็นปีที่หนักหนากว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจอสังหาริม ทรัพย์บางราย ถึงกับบอกว่าปีนี้ "หนัก" กว่าช่วงสถานการณ์โควิด-19 ความต้องการที่อยู่อาศัยอาจจะยังมีอยู่ มีความต้องการที่จะมีที่อยู่อาศัย แต่ปัญหาคือ ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ เพราะปัญหาการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยากขึ้นกว่าที่ผ่านมา สถาบันการเงินเข้มงวดมาก พิจารณาถึงหลายๆ เรื่องที่ลึกซึ้งมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธ สินเชื่อที่อยู่อาศัยมากกว่า 50-60% หรืออาจจะมากกว่านั้นในบางโครงการที่อยู่ระดับ 70% ก็มี

   ตัวเลขอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สูงขนาดนี้ มีผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการ เพราะบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่ขายไปได้ก่อนหน้านี้ หรือที่มีการผ่อนดาวน์ไปแล้ว อาจจะต้องทำเรื่องคืนเงิน เพราะผู้ซื้อโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ เพราะไม่ได้สินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน รวมไปถึงความเข้มงวดของสถาบันการเงิน ที่มีต่อการขอสินเชื่อของผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน ผู้ประกอบการต้องทำการตลาดขายซ้ำหลายรอบ (ต้นทุนทางการตลาด) 3-5 ครั้ง ลดราคา เพื่อเร่งระบายที่อยู่อาศัยออกไป ส่งผลให้กำไรของแต่ละโครงการลดลง แต่ยังมี "เห็นกำไร" แต่บางลง ดังนั้น ผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์หลายราย เลือกที่จะระดมทุนจากช่องทางอื่นๆ เนื่องจากสินเชื่อพัฒนาโครงการ มีความจำกัด สถาบันการเงินพิจารณาเครดิตขององค์กรมากขึ้น ทางออก และที่นิยมมากที่สุด คือ การขายหุ้นกู้ของผู้ประกอบการในตลาด หลักทรัพย์ ซึ่งขายกันมาต่อเนื่องหลายรุ่น หลายปีแล้ว และมีการ ปิดยอดชำระหุ้นกู้มาต่อเนื่อง แต่เมื่อรายได้จากการขายลดลง หรือสะดุดกะทันหัน ผู้ประกอบการบางรายที่มีเงินหมุนเวียนไม่มากพอ ก็อาจจะมีปัญหาในการชำระดอกเบี้ยหรือหุ้นกู้ที่ขายไปก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้กันบางรายแบบที่ผ่านมา และอาจจะมีมากขึ้นหรือรายเดิมๆ ที่อาจจะมีการผิดนัดชำระต่อเนื่อง กระทบ และขยายวงไปถึงเงินเดือนของพนักงานภายในองค์กร

  มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล อาจจะไม่มีอะไรใหม่ หรือไม่มีอะไรที่มากกว่ามาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่กำลัง จะหมดอายุลงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ รัฐบาลอาจจะประกาศต่ออายุมาตรการเดิมต่อไป เหมือนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศต่ออายุมาตรการ LTV ไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ที่ผู้ประกอบการน่าจะต้องการที่สุด คือ มาตรการช่วยเหลือในเรื่องของสินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยต่ำที่ไม่มีขั้นตอนการพิจารณามากมายแบบที่ผ่านมามากกว่า

  ถึงกระนั้น ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ออกมา ก็พอสะท้อนให้เห็นถึง กำลังซื้อที่อยู่อาศัยที่ยังคงมีอยู่ แต่อาจจะไม่มากเท่า หรือ ส่งผลให้ตัวเลขโชว์ออกมาดีมาก

  นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมนแอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่าในไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีหลายบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่รายได้รวมและกำไรลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่บางรายยังมีรายได้รวม และกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากนี้ 10 อันดับแรกของผู้ประกอบการที่มีรายได้สูงที่สุดในไตรมาสที่ 1 มีมากถึง 7 รายที่มีกำไรมากขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าพวกเขา จะมีการเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือเคยออกมาบอกว่าเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นก็ตาม นั่นแสดงให้ เห็นว่า แม้ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังสามารถหารายได้เข้าบริษัทได้ต่อเนื่อง และกำไรก็ยังเติบโตในสัดส่วนที่ดี

  ผู้ประกอบการหลายรายมีการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แม้ว่ายอดการโอนกรรมสิทธิ์ในภาพรวมจะหดตัวก็ตาม ซึ่งอาจจะเป็นเพราะการขายก่อนหน้านี้และการรักษาหรือการช่วยเหลือกลุ่มผู้ซื้อให้สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น เอพี (ไทยแลนด์), แอสเซทไวส์, คิวเฮ้าส์, เอสซี แอสเสท และแอล.พี.เอ็น. โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ผู้ประกอบการที่มีรายได้รวมลดลงไม่ได้มากมายนัก เพราะ ส่วนใหญ่ลดลงในช่วง 1-7% เท่านั้น นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังสามารถสร้างรายได้ และหากลุ่มผู้ซื้อได้ต่อเนื่อง

  ผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาโครงการหลากหลายอาจจะมี รายได้จากโครงการประเภทใดประเภทหนึ่งมากขึ้นมาช่วยพยุงรายได้พอดีในช่วงนี้ เช่น เอพี, แสนสิริ, เอสซี แอสเสท และแอสเซทไวส์ ที่มีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงไตรมาสที่ 1 ส่งผลให้รายได้ของพวกเขาอยู่ในสัดส่วนที่ดี

  ผู้ประกอบการบางรายมีการขยายธุรกิจออกไปในกิจการ ประเภทอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการสร้างบ้าน และคอนโดมิเนียมขายเท่านั้น และรายได้จากการกิจการนั้นๆ หรือรายได้จากการขายหุ้นขายทรัพย์สินของกิจการหรือการลงทุนอื่นๆ อาจจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาพอดี ทำให้กำไรของผู้ประกอบการบางรายเพิ่มขึ้นแบบชัดเจนเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ เช่น เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ที่รายได้ในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ประมาณ 2,830 ล้านบาท แต่กำไรเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 1,268 ล้านบาทมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง ประมาณ 474% รวมไปถึงการขายหุ้นในโรงแรมออกไป ซึ่งเงินที่ได้จากการขายหุ้นครั้งนี้เป็นกำไรที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

  นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบางรายยังมีรายได้จากธุรกิจอื่นๆ เช่น เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ที่มีรายได้จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมของตนเอง และรายได้ประจำจากการลงทุนในธุรกิจคลังสินค้า และโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า สิงห์เอสเตทที่มีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟา และโรงแรม รวมไปถึงแลนด์แอนด์เฮ้าส์ คิวเฮ้าส์ก็เช่นกันที่มีรายได้จากโครงการโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ พื้นที่ค้าปลีกเข้ามามาเสริมรายได้จากการขายบ้านและคอนโดมิเนียม

   ผู้ประกอบการหลายรายมีการขยายธุรกิจออกไป มากกว่าแค่การสร้างบ้านและคอนโดมิเนียมขาย เพื่อกระจายความเสี่ยง และกระจายช่องทางการสร้างรายได้ให้หลากหลายและมากขึ้น เพียงแต่เพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นรายได้ หรือกำไรจากธุรกิจหรือกิจการอื่นๆ อาจจะยังไม่มากพอแต่เติบโตต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เช่น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้จากธุรกิจโรงแรม อาคารสำนักงานให้เช่า โรงแรมของแสนสิริ เสนากับรายได้จากการให้เช่า และบริการอื่นๆ เอสซี แอสเสทมีรายได้จากอาคารสำนักงาน โรงแรม และคลังสินค้า เพียงแต่รายได้อื่นๆ ของผู้ประกอบการเหล่านี้ อาจจะต้องใช้เวลาในการสร้างสักหลายปี เนื่องจากเพิ่งเริ่มก่อสร้าง หรือเพิ่งจะมีโครงการแล้วเสร็จที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการไม่มากนัก

   ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ว่า มีแนวโน้มการฟื้นตัวจำกัด แต่บนท่ามกลางแรงกดดันทั้งฝั่งผู้พัฒนาโครงการและผู้ซื้อบ้าน แม้ข้อมูลไตรมาส 1/2569 จะสะท้อนว่ากิจกรรมการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนจะยังขยายตัวได้ 2.0% YoY แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงจากที่เร่งตัวสูงในช่วงปลายปี 2568

   ขณะที่ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปี 2569 อาจเผชิญโจทย์ท้าทายในการฟื้นตัว สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอลง กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูง โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเปราะบาง อาจเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะทางการเงินของผู้พัฒนาโครงการ

   ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย (Pre-Financing) ในระบบแบงก์ มีแนวโน้มหดตัวลงประมาณ -3.0% ถึง -2.0% ในปี 2569 เทียบกับที่ขยายตัว 2.2% ในปี 2568

   ส่วนสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (Post-Financing) อาจยังถูกกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และความสามารถในการชำระหนี้ที่อ่อนแอลง ทำให้คาดว่าสินเชื่อเพื่อซื้อ ที่อยู่อาศัยในปี 2569 อาจไม่ขยายตัว โดยคาดการณ์ในกรอบ -0.5% ถึง 0.0%

   สำหรับการขยายระยะเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ล่าสุดนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนการ ระบายสต๊อกที่อยู่อาศัยของผู้ประกอบการและช่วยประคองการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ได้บางส่วน แต่ผลเชิงบวกต่อสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในปี 2569 อาจยังจำกัด เนื่องจากมาตรการดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินดาวน์ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ซื้อบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้มั่นคงและยังมีความสามารถในการผ่อน ชำระหนี้

   ขณะที่ความคาดหวังหลักต่อการฟื้นกิจกรรมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในช่วงที่เหลือของปี จะยังอยู่ที่สภาพเศรษฐกิจ และสถานการณ์รายได้ของภาคครัวเรือน

   ส่องบิ๊กอสังหาฯจากผลประกอบการไตรมาสแรก

   ในไตรมาสแรกที่ผลประกอบการออกมา เราจะเห็นว่า บริษัทอสังหาฯรายใหญ่ ยังสามารถโชว์รายได้และมีกำไรจากการดำเนินงานออกมาได้ แต่เมื่อเทียบเคียงกับช่วงเดียวกันอาจจะปรับลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังมี "กำไร" มากบ้าง น้อยบ้าง อยู่ที่ผู้นำองค์กรนำพาธุรกิจให้เติบโตได้มากแค่ไหน ภายใต้ "ความท้าทาย" รอบด้านที่เผชิญจนอยู่ นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอพีมองเห็นว่าตลาดยัง มี Real Demand โดยเฉพาะกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง แต่เมื่อลูกค้าในบางเซกเมนต์ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น สิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่การนำเสนอโครงการ แต่คือการเข้าไปดูแล เคียงข้างตั้งแต่ขั้นตอน Pre-Finance เพื่อเตรียมความพร้อม และเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของบ้านหลังใหม่ได้จริง

   ซึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพมากกว่า 200 โครงการเครือเอพี ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และส่งผลให้เอพีสามารถสร้างรายได้รวม (100% JV) ในไตรมาสแรก (1/2569) ได้สูงถึง 10,554 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% และมีกำไรสุทธิ 903 ล้านบาท มีขนาดของสินทรัพย์รวม 87,646 ล้านบาท และมีหนี้สินต่อทุนที่ระดับต่ำเพียง 0.64 เท่า พร้อมมียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) ประมาณ 39,626 ล้านบาท (ณ 30 เม.ย. 69) แบ่งเป็น แนวราบ 18,476 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ตลอดทั้งปี คอนโด 21,150 ล้านบาท เตรียมรับรู้รายได้ 5 โครงการใหม่ ตลอดปี รวมถึงยังคงขยายศักยภาพผ่านเปิด 12 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 17,150 ล้านบาทในไตรมาส 2

   นายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI กล่าวรับว่า สภาวะเศรษฐกิจที่มีหลากหลายปัจจัยที่ไม่คาดคิด โดยเรายังพยายามในการบริหารจัดการในทุกด้านเพื่อรักษาระดับการเติบโต โดยไตรมาสแรก มียอดขายอยู่ที่ 13,300 ล้านบาท ด้านรายได้รวมอยู่ที่ 6,691 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 864 ล้านบาท โต 6%

   "บริษัทยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และจะฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการทยอยโอนคอนโดมิเนียมหลายโครงการในปีนี้"

   เช่นกัน แสนสิริ ยังคงมุ่งมั่นขยายตลาด ผ่านการเปิดโครงการใหม่ในไตรมาส 2 กับ 6 โครงการ มูลค่ารวม 13,360 ล้านบาท เน้นตอบโจทย์ในแต่ละเซกเมนต์ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในทุกเซกเมนต์และทุกระดับราคา แต่สิ่งแสนสิริ สะท้อนสถานการณ์ตลาดอสังหาฯไตรมาส 2 ถือว่า น่าสนใจ "ไตรมาสสองยังคงเผชิญกับภาวการณ์แข่งขันที่สูง โดยเฉพาะสงครามราคา ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายจากข้อเสนอของผู้ประกอบการ แนวทางที่แสนสิริ สร้างความได้เปรียบ คือ ร่วมกับไทยพาณิชย์-กรุงไทย จัดทำโปรโมชัน "ไม่ต้องผ่อน สูงสุด 48 เดือน" แบ่งเบาภาระที่คุ้มค่า และยาวนานที่สุดกับบ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม ที่ร่วมรายการ

   บวกกับความเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้ คือ "ต้นทุนพลังงาน" ที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แสนสิริ ปองกันผ่านการล็อกราคาวัสดุก่อสร้าง ล่วงหน้าไว้บางส่วน เพื่อลดผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าราคาอาจปรับขึ้นตามกลไกตลาดในระยะต่อไป

   แต่ที่น่าตกใจ ตัวเลขของพี่ใหญ่ในวงการอสังหาฯมายาวนาน อย่าง บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH) ในไตรมาสแรกที่ตัวเลขทั้งสองฝั่ง คือ รายได้ และ กำไร เติบโตลดลง และใน ปีนี้ แลนด์ฯ เปิดเพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท เพื่อรักษากระแสเงินสด ซึ่งเป็นการรู้สถานการณ์ที่จะตามมา!

   หรือแม้แต่อสังหาฯแบรนด์ที่พัฒนาโครงการมาก อย่าง บมจ.ศุภาลัยฯ โครงการที่เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อ ผลประกอบการสะท้อนตามภาวะตลาด โดยมีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ 3,652.95 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน) และมีกำไรสุทธิ 402.11 ล้านบาท (ลดลงเล็ก น้อย 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเนื่องจากสัดส่วนการโอนโครงการแนวราบเพิ่มสูงขึ้น ที่น่าสนใจ ต้นทุนทางการเงินลดลง 20% จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ลดลง 14% เช่นกัน

   ส่วนบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ฯ ในไตรมาส 1 ปีนี้ มีรายได้รวม 1,864.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.65% แต่มีกำไรสุทธิเพียง 0.40 ล้านบาท ลดลง 98.01% เนื่องจากปัญหาการเร่งระบายสต๊อกสินค้าคงเหลือ ที่กดดันอัตรากำไร เป็นวิธีแลก เพื่อลดความเสี่ยงของสต๊อกคงค้าง และลดภาระสินเชื่อพัฒนาโครงการกับสถาบันการเงิน เป็นการหมุนรอบของสินเชื่อที่จะเกิดขึ้นกับโครงการใหม่ได้

   ขณะที่ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC มีความโดดเด่นในไตรมาสนี้ โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 120.36 ล้านบาท เติบโตขึ้น 7.23% โดยมีรายได้รวม 3,245.11 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 21.50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) กำไรที่ปรับตัวดีขึ้นได้รับปัจจัยหนุนจากยอดโอนฯทั้งโครงการบ้านแนวราบ และคอนโดมิเนียมที่พุ่งสูงขึ้นถึง 25.99% ขณะที่ยอดขายรวมอยู่ที่ 3,300 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวลดลง 15% YoY และลดลง 48% QoQ สาเหตุหลักมาจากภาวะอุปสงค์ที่ชะลอตัว และการขาดการเปิดโครงการใหม่ในไตรมาสนี้

   นี้เป็นบทแรกของธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งมีการประเมินกันว่าหากมาประเมินสถานการณ์ตลาดอสังหาฯรวมครึ่งแรกของปี 69 (ม.ค.-มิ.ย.) คาดว่าจากวิกฤตพลังงานที่ผันผวนสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางจะเป็นแรงกดดันต่อ ผลการดำเนินงานของ บมจ.อสังหาฯที่จะเลี่ยงไม่ได้ ที่เศรษฐกิจจะทรุดตัวลงหนัก ต้นทุนดำเนินการต่างๆ สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวตามมา กระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขาดความมั่นใจในเรื่องการก่อหนี้ระยะยาว ดังนั้น สงครามราคาน่าจะเป็นทางออกที่ผู้ประกอบการยังคงเลือกมาทำตลาด เพื่อระบายของ สร้างกระแสเงินสด เพื่อไม่ให้กระทบกับซัปพลายเชน สร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุน ผู้ถือหุ้นต่อไป 
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ