เตือนหนี้ครัวเรือนสิ้นปี68พุ่ง ห่วงแรงงานเปราะบาง-ค่าครองชีพสูง
วันที่ : 14 เมษายน 2569
SCB EIC วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ชี้ปัจจัยลบจากความเปราะบางของตลาดแรงงานและภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทบความสามารถในการบริหารจัดการหนี้และกำลังซื้อในระยะข้างหน้า
SCB EIC เผยหนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 4/2025 กลับมาขยายตัว ครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส ดันยอดคงค้างแตะ 16.44 ล้านล้านบาท หรือ 86.7% ต่อ GDP ขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดปล่อยกู้ ส่งผลให้ครัวเรือนบางส่วนหันพึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์และโรงรับจำนำมากขึ้น พร้อมเตือนตลาดแรงงานเปราะบางและเงินเฟอจากสงครามตะวันออกกลางยิ่งซ้ำเติมความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน
SCB EIC เปิดเผยบทวิเคราะห์สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยว่า ณ ไตรมาส 4 ปี 2025 หนี้ครัวเรือนไทยมีมูลค่า 16.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.05% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นการกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวต่อเนื่อง 3 ไตรมาส ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86.7%
ปัจจัยหลักที่ทำให้หนี้ครัวเรือนกลับมาขยายตัว มาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน สะท้อนว่าครัวเรือนยังต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์แม้ขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ ยังหดตัวต่อเนื่อง
เมื่อแยกตามประเภทผู้ให้สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชนยังหดตัว ต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวราว 2% จากปีก่อน และหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อของบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ลดลง 0.6% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5
อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนโดยรวมยังขยายตัวได้จากสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งยังเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐที่เข้ามาพยุงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์และโรงรับจำนำเร่งตัวขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนไทยจำนวนหนึ่งเริ่มหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากขึ้น หลังสถาบันการเงินหลักยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
SCB EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความเปราะบางของตลาดแรงงาน และแรงกดดันค่าครองชีพจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ในด้านตลาดแรงงาน บทวิเคราะห์ระบุว่า อัตราการว่างงานของไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 ขยับขึ้นสู่ระดับ 0.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงงานจบใหม่หางานทำได้ยากขึ้น โดยในปี 2025 จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปีหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความต้องการจ้างงานแรงงานจบใหม่ที่ลดลง ขณะเดียวกัน จำนวนผู้มีงานทำโดยรวมก็ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับจากช่วงโควิด-19 สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า
นอกจากนี้ ภาคการผลิตยังหดตัว ต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานบางส่วนย้ายจากภาคเกษตรไปสู่ภาคบริการที่ให้รายได้สูงกว่า แต่ภาคบริการเองก็มีข้อจำกัดในการรองรับแรงงาน และหลายตำแหน่งเป็นงานรายได้ต่ำ ทำให้รายได้เฉลี่ยของแรงงานลดลง และซ้ำเติมแนวโน้มรายได้ของครัวเรือนในภาพรวมให้มีความเสี่ยงอ่อนแอลงในระยะข้างหน้า
อีกด้านหนึ่ง SCB EIC มองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานสูงขึ้น กำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง และอาจทำให้เงินเฟ้อไทยปี 2026 เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ที่แท้จริงของแรงงานที่เพิ่งฟื้นกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังบีบกำไรภาคธุรกิจ และอาจกระทบการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะต่อไป
บทวิเคราะห์ยังระบุว่า มีกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อการก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งข้อจำกัดด้านการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง โดยแรงงานในธุรกิจกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีราว 2.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 6.5% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงาน
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย SCB EIC เห็นว่า ในระยะสั้น ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มรายได้น้อย ควบคู่กับการเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ของ ลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ขณะที่ในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งยกระดับรายได้ พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
SCB EIC เปิดเผยบทวิเคราะห์สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยว่า ณ ไตรมาส 4 ปี 2025 หนี้ครัวเรือนไทยมีมูลค่า 16.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.05% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นการกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวต่อเนื่อง 3 ไตรมาส ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86.7%
ปัจจัยหลักที่ทำให้หนี้ครัวเรือนกลับมาขยายตัว มาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน สะท้อนว่าครัวเรือนยังต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์แม้ขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ ยังหดตัวต่อเนื่อง
เมื่อแยกตามประเภทผู้ให้สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชนยังหดตัว ต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวราว 2% จากปีก่อน และหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อของบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ลดลง 0.6% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5
อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนโดยรวมยังขยายตัวได้จากสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งยังเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐที่เข้ามาพยุงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์และโรงรับจำนำเร่งตัวขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนไทยจำนวนหนึ่งเริ่มหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากขึ้น หลังสถาบันการเงินหลักยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
SCB EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความเปราะบางของตลาดแรงงาน และแรงกดดันค่าครองชีพจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ในด้านตลาดแรงงาน บทวิเคราะห์ระบุว่า อัตราการว่างงานของไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 ขยับขึ้นสู่ระดับ 0.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงงานจบใหม่หางานทำได้ยากขึ้น โดยในปี 2025 จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปีหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความต้องการจ้างงานแรงงานจบใหม่ที่ลดลง ขณะเดียวกัน จำนวนผู้มีงานทำโดยรวมก็ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับจากช่วงโควิด-19 สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า
นอกจากนี้ ภาคการผลิตยังหดตัว ต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานบางส่วนย้ายจากภาคเกษตรไปสู่ภาคบริการที่ให้รายได้สูงกว่า แต่ภาคบริการเองก็มีข้อจำกัดในการรองรับแรงงาน และหลายตำแหน่งเป็นงานรายได้ต่ำ ทำให้รายได้เฉลี่ยของแรงงานลดลง และซ้ำเติมแนวโน้มรายได้ของครัวเรือนในภาพรวมให้มีความเสี่ยงอ่อนแอลงในระยะข้างหน้า
อีกด้านหนึ่ง SCB EIC มองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานสูงขึ้น กำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง และอาจทำให้เงินเฟ้อไทยปี 2026 เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ที่แท้จริงของแรงงานที่เพิ่งฟื้นกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังบีบกำไรภาคธุรกิจ และอาจกระทบการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะต่อไป
บทวิเคราะห์ยังระบุว่า มีกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อการก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งข้อจำกัดด้านการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง โดยแรงงานในธุรกิจกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีราว 2.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 6.5% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงาน
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย SCB EIC เห็นว่า ในระยะสั้น ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มรายได้น้อย ควบคู่กับการเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ของ ลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ขณะที่ในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งยกระดับรายได้ พัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
ข่าวโครงการอสังหาฯ ภาคเอกชน อื่นๆ