'เอกนิติ' เร่งแผนประคองจีดีพี 2% หวังกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงรอยต่อ
วันที่ : 6 มกราคม 2569
"เอกนิติ" กางแผนมาตรการเศรษฐกิจช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล มั่นใจมาตรการ "Quick Win" หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจต่อเนื่อง เผยเปิด ลงทะเบียนแก้หนี้ NPL วันนี้ช่วยลูกหนี้รายย่อย และ เร่งเครื่องลงทุน BOI หวังดัน GDP ปีนี้โตแตะ 2%
เศรษฐกิจไทยปี 2569 เผชิญความท้าทาย หลายด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการทางการคลัง ที่เป็นมาตรการใหม่ถือว่ามีข้อจำกัดมากขึ้นเนื่องจากมีการยุบสภา และอยู่ระหว่างการเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569
ระหว่างรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามา บริหารประเทศ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังมีหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ ซึ่งมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลานี้ยังคงอาศัย มาตรการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ มาตรการเร่งรัด การลงทุน รวมทั้งมาตรการแก้หนี้สำหรับ ผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ที่เริ่มมีการเปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 5 ม.ค.2569
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจและมาตรการขับเคลื่อน ประเทศในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมและ อนุมัติมาตรการไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความ ต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ
สำหรับมาตรการดังกล่าวเป็นผลจาก มาตรการ Quick Big Win ที่อนุมัติไป ก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีความคืบหน้าไปแล้ว กว่า 99% ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้มีความ ต่อเนื่องไปได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ และมาตรการดังกล่าวมีรายละเอียดการดำเนินงาน ได้แก่
1.มาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยมุ่งเน้นไปที่งบประมาณด้านการอบรม และสัมมนาของหน่วยงานราชการ (Front load) ที่จะเดินทางไปจัดประชุมและสัมมนาในต่างจังหวัด โดยให้มีการจัดในช่วงต้นปีนี้เลยเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบในช่วงนี้ แทนที่จะไปกระจุกตัวในช่วงปลายปี
2.มาตรการแก้หนี้ โดยวันที่ 5 ม.ค.2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มเปิด ลงทะเบียนวันแรกสำหรับ "มาตรการปิดหนี้ ไว ไปต่อได้" ซึ่งมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อให้กลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ภายหลังจากที่เข้าโครงการและ มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว
3.มาตรการ SME Credit Boost โดยเป็นการเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับ ธนาคาร เพื่อผลักดันการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง โดยมีวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทในการดำเนินการเพื่อช่วยเติม สภาพคล่องให้กับกลุ่ม SME ได้
4.การเร่งเครื่องลงทุนในส่วนของโครงการ ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มี เม็ดเงินรวมหลายแสนล้าน ในด้านการลงทุน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งเป็นมาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ และได้มีการออกมาตรการที่เป็น Fast Pass ไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน
"ส่วนนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่ ระบบอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญช่วยหนุนตัวเลข การเติบโตของเศรษฐกิจช่วงก่อนมีรัฐบาลใหม่ รวมกับมาตรการที่วางรากฐานไว้ล่วงหน้า จาก Quick Big Win ที่อนุมัติโครงการไปแล้ว กว่า 99% จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลาง สถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังจากภายนอกประเทศ" นายเอกนิติ กล่าว
ส่วนประเด็นสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ธปท.ประเมิน GDP ปี 2569 ต่ำกว่า 2% นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามทำงานเพื่อให้มาตรการมีผลต่อเศรษฐกิจมากที่สุด ซึ่งมั่นใจว่าจะขยายตัว ใกล้เคียงหรือถึงเป้าหมาย 2%
สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ปิดโครงการวันที่ 31 ธ.ค.2568 ถือว่าสำเร็จมาก โดยอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 84,000 ล้านบาท และช่วยดัน GDP ปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% แม้เป็นช่วงเวลาสั้น ซึ่งมีจุดเด่นที่มีค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) สูง เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัว สู่ต่างจังหวัดอย่างกว้างขวาง
หวังลงทุนดันเศรษฐกิจปี 69
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในไทยปี 2569 มีแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเนื่องจาก ปี 2568 โดยมูลค่าคำขอรับส่งเสริม การลงทุนปี 2568 สูงกว่าปี 2567 ที่มีมูลค่า 1.13 ล้านล้านบาท โดยช่วง ม.ค.-ก.ย.2568 ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.3 ล้านล้านบาท
ดังนั้นปี 2569 การดึงการลงทุนมีแนวโน้ม เติบโตจากปัจจัยหลัก โดยเฉพาะการอำนวย ความสะดวกในการลงทุน (Ease of Investment) ผ่านกลไก "Thailand Fast Pass" ซึ่งคณะกรรมการ BOI เห็นชอบ โครงการที่จะได้รับบัตร Fast Pass ล็อตแรก 16 โครงการ เงินลงทุน 170,000 ล้านบาท
รวมทั้งกำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อตกลงการให้บริการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมศุลกากร กรมโยธาธิการและผังเมือง การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง โดยจะลด ขั้นตอนขอใบอนุญาตลงได้ 20-50%
ส.อ.ท.ห่วงผลผลิตอุตสาหกรรมทรุด
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ชะลอจากปี 2568 ที่จะเติบโต 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อ ในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไม่สอดคล้องการส่งออก
ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ
ทั้งนี้ ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบหลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70-80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทย ในภาพรวม
ส่วนการส่งออกคาดว่าปี 2569 อาจติดลบ 1.5-0.5% จากผลกระทบของสงคราม การค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่ เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท
ระหว่างรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามา บริหารประเทศ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังมีหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ ซึ่งมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลานี้ยังคงอาศัย มาตรการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ มาตรการเร่งรัด การลงทุน รวมทั้งมาตรการแก้หนี้สำหรับ ผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ที่เริ่มมีการเปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 5 ม.ค.2569
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจและมาตรการขับเคลื่อน ประเทศในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมและ อนุมัติมาตรการไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความ ต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ
สำหรับมาตรการดังกล่าวเป็นผลจาก มาตรการ Quick Big Win ที่อนุมัติไป ก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีความคืบหน้าไปแล้ว กว่า 99% ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้มีความ ต่อเนื่องไปได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ และมาตรการดังกล่าวมีรายละเอียดการดำเนินงาน ได้แก่
1.มาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยมุ่งเน้นไปที่งบประมาณด้านการอบรม และสัมมนาของหน่วยงานราชการ (Front load) ที่จะเดินทางไปจัดประชุมและสัมมนาในต่างจังหวัด โดยให้มีการจัดในช่วงต้นปีนี้เลยเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบในช่วงนี้ แทนที่จะไปกระจุกตัวในช่วงปลายปี
2.มาตรการแก้หนี้ โดยวันที่ 5 ม.ค.2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มเปิด ลงทะเบียนวันแรกสำหรับ "มาตรการปิดหนี้ ไว ไปต่อได้" ซึ่งมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อให้กลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ภายหลังจากที่เข้าโครงการและ มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว
3.มาตรการ SME Credit Boost โดยเป็นการเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับ ธนาคาร เพื่อผลักดันการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง โดยมีวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทในการดำเนินการเพื่อช่วยเติม สภาพคล่องให้กับกลุ่ม SME ได้
4.การเร่งเครื่องลงทุนในส่วนของโครงการ ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มี เม็ดเงินรวมหลายแสนล้าน ในด้านการลงทุน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งเป็นมาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ และได้มีการออกมาตรการที่เป็น Fast Pass ไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน
"ส่วนนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่ ระบบอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญช่วยหนุนตัวเลข การเติบโตของเศรษฐกิจช่วงก่อนมีรัฐบาลใหม่ รวมกับมาตรการที่วางรากฐานไว้ล่วงหน้า จาก Quick Big Win ที่อนุมัติโครงการไปแล้ว กว่า 99% จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลาง สถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังจากภายนอกประเทศ" นายเอกนิติ กล่าว
ส่วนประเด็นสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ธปท.ประเมิน GDP ปี 2569 ต่ำกว่า 2% นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามทำงานเพื่อให้มาตรการมีผลต่อเศรษฐกิจมากที่สุด ซึ่งมั่นใจว่าจะขยายตัว ใกล้เคียงหรือถึงเป้าหมาย 2%
สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ปิดโครงการวันที่ 31 ธ.ค.2568 ถือว่าสำเร็จมาก โดยอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 84,000 ล้านบาท และช่วยดัน GDP ปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% แม้เป็นช่วงเวลาสั้น ซึ่งมีจุดเด่นที่มีค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) สูง เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัว สู่ต่างจังหวัดอย่างกว้างขวาง
หวังลงทุนดันเศรษฐกิจปี 69
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในไทยปี 2569 มีแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเนื่องจาก ปี 2568 โดยมูลค่าคำขอรับส่งเสริม การลงทุนปี 2568 สูงกว่าปี 2567 ที่มีมูลค่า 1.13 ล้านล้านบาท โดยช่วง ม.ค.-ก.ย.2568 ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.3 ล้านล้านบาท
ดังนั้นปี 2569 การดึงการลงทุนมีแนวโน้ม เติบโตจากปัจจัยหลัก โดยเฉพาะการอำนวย ความสะดวกในการลงทุน (Ease of Investment) ผ่านกลไก "Thailand Fast Pass" ซึ่งคณะกรรมการ BOI เห็นชอบ โครงการที่จะได้รับบัตร Fast Pass ล็อตแรก 16 โครงการ เงินลงทุน 170,000 ล้านบาท
รวมทั้งกำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อตกลงการให้บริการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมศุลกากร กรมโยธาธิการและผังเมือง การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง โดยจะลด ขั้นตอนขอใบอนุญาตลงได้ 20-50%
ส.อ.ท.ห่วงผลผลิตอุตสาหกรรมทรุด
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ชะลอจากปี 2568 ที่จะเติบโต 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อ ในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไม่สอดคล้องการส่งออก
ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ
ทั้งนี้ ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบหลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70-80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทย ในภาพรวม
ส่วนการส่งออกคาดว่าปี 2569 อาจติดลบ 1.5-0.5% จากผลกระทบของสงคราม การค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่ เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท
ข่าวนโยบายการเงิน-การคลัง อื่นๆ
