ข่าวอสังหาริมทรัพย์
      ข่าวกฏหมายอสังหาริมทรัพย์
      รายงานประเมินปลอมระบาด แบงก์ขึ้นบัญชีดำ-ส่งสัญญา   ( 18 กันยายน 2548 )
 

แหล่งข่าวจากวงการประเมินราคาทรัพย์สิน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงปัญหาสำหรับวงการประเมินราคาทรัพย์สินที่ทางธนาคารสถาบันการเงินพบการปลอมรายงานประเมินราคาทรัพย์สินมากขึ้น บางรายเจอเอกสารปลอมมากถึง 50 เล่ม โดยรูปแบบของการปลอมรายงานที่พบมีวิธีการ 3 กลุ่มคือกระทำโดยผู้ประเมินราคา เมื่อผู้ว่าจ้างสามารถจับได้ว่าเป็นรายงานปลอมทางผู้ประเมินราคาให้การปฏิเสธที่จะรับผิดชอบว่าเป็นผู้กระทำ ประการที่ 2 พนักงานภายในบริษัทเป็นผู้ปลอมเอง และ3. ทางลูกค้าเป็นผู้ปลอมรายงานเอง ซึ่งการกระทำผิดลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นคดีอาญา หากทางธนาคารหรือสถาบันการเงินพบควรรีบดำเนินคดี โดยที่ผ่านมามีบริษัทประเมินราคาหลายรายที่ประเมินราคาผิดพลาดจนเป็นเรื่องขนาดใหญ่ อาทิ การประเมินราคาทรัพย์สินของกลุ่มปิคนิค การประเมินราคาทรัพย์สินของกลุ่มกฤษดามหานครที่มีมูลค่าสูงถึง 8,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากบริษัทประเมินราคาที่ไม่มีจรรยาบรรณ เพราะเป็นวิชาชีพที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงไปในหลายธุรกิจที่ต้องนำทรัพย์สินมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และที่สำคัญที่สุดคือวงการธนาคารสถาบันการเงิน จะมีผลกระทบมากที่สุด แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีพระราชบัญญัติเข้ามาควบคุมดูแลวิชาชีพ ขณะเดียวกันบริษัทประเมินราคามีจำนวนจำกัด และการรับงานประเมินราคาแต่ละบริษัทมีจำนวนมากกว่า 100 รายการ กระจายทั่วประเทศ ส่งผลให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ความผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการและความผิดพลาดจากกลลวงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ และผู้ยื่นกู้ เช่นมีการย้ายหมุดเขต เป็นต้น

 

แหล่งข่าวรายเดิมกล่าวต่อว่า ความเสียหายกับธุรกิจในการประเมินราคาทรัพย์สินที่ไม่ตรงความเป็นจริงทวีความรุนแรงมาตั้งแต่ช่วงปี 2538 มีความต้องการนำเงินออกจากธนาคารเพื่อมาช่วยเรื่องการเลือกตั้ง จึงมีการนำหลักทรัพย์เข้ามาจำนองและประเมินมูลค่าเริ่มจากสูงกว่าราคาปกติประมาณ 10-20% ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบแต่ที่ผ่านมามีการประเมินราคาทรัพย์สินเกินความเป็นจริงไปประมาณ 200-300% เช่นมูลค่าหลักทรัพย์ที่แท้จริงมีมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาทแต่มีการประเมินราคาที่ 100 ล้านบาท กอรปกับช่วงภาวะเศรษฐกิจไม่ดีและมีเจตนาไม่ต้องการชำระหนี้คืนจึงเกิดความเสียหายมหาศาลในช่วงนั้น และปัญหาที่เกิดขึ้นทางธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ในช่วงการเร่งฟื้นฟูกิจการจึงไม่มีเวลาที่จะควบคุมบริษัทประเมินราคา จากเดิมที่มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ประเมินราคาและคุมเข้ม แต่ เมื่อมีการยกเลิกรายชื่อบริษัทประเมินและให้ใช้รายชื่อบริษัทของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ประเมินราคาเพื่อนำบริษัทเข้าทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่างไปจากการประเมินราคาหลักทรัพย์ทั่วไป

 

ส่วนแหล่งข่าวจากธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)กล่าวถึงปัญหาของบริษัทประเมินราคาทรัพย์สินที่ไม่มีจรรยาบรรณนั้น ภายหลังจากที่มีการใช้รายชื่อบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯแล้วประสบปัญหาเรื่องรายงานประเมินราคาปลอมมากขึ้น และเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมานานแต่ยังไม่มีมาตรการที่จะควบคุมบริษัทที่ไม่มีจรรยาบรรณ

 

ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ระดับหนึ่ง ธนาคารหลายแห่งที่จัดทำบัญชีรายชื่อบริษัทประเมินราคาขึ้นมาใช้เอง สำหรับทางธนาคารมีการจัดทำบัญชีรายชื่อขึ้นมาใช้เองเช่นกัน โดยมีบริษัทที่ใช้บริการอยู่ประมาณ 20 บริษัท จากที่รายชื่อทางกลต.มีจำนวน 42 บริษัท โดยบริษัทที่ทางธนาคารชลอการใช้บริการประเมินราคาทรัพย์สินคือ บจก. สยามแอพไพรซัล บจก.บีซีเอประเมินราคา บจก.ทบทวี แอพไพรซัล แอนด์เซอร์วิส บจก.ที.เอ. มาเนจเม้นท์ คอร์โปเรชั่น(1999) บจก.โปรแอพไพรซัลและบจก.เยียร์ แอพไพรซัล

 

ด้านนายปฏิมา จีระแพทย์ หัวหน้าภาคการประเมินราคาทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) กล่าวว่าเรื่องจรรยบรรณของผู้ประเมินราคาทรัพย์สินนั้น ทางสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย มีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดพรบ.วิชาชีพการประเมินราคาให้เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวโยงกับมูลค่าทรัพย์สินของประเทศ ไม่ว่าการตีมูลค่าทรัพย์สินสำหรับการลงทุนหรือรวมไปถึงการร่วมทุนกับต่างชาติ ที่จะก่อให้เกิดความมั่นใจในการลงทุนว่าทรัพย์สินของประเทศมีมูลค่า แต่ทั้งนี้ยังไม่ทราบว่าจะประสบความสำเร็จเมื่อใด ในระหว่างนี้จึงมีการวางมาตรฐานการประเมินราคาให้มีรูปแบบการประเมินแบบเดียวกัน ทั้งมีการจัดสอบระดับของผู้ประเมินราคาแบ่งเป็นระดับชั้นต้นสำหรับผู้มีประสบการณ์ 1 ปี และจะเลื่อนขึ้นเป็นผู้ประเมินหลัก และการสอบชั้นกลาง เพือ่ให้ผู้ประเนราคามีความรู้มากขึ้น พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาโทษในการทำผิดจรรยาบรรณเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีบังคับใช้อยู่คือขั้นแรกมีหนังสือตักเตือน ครั้งที่สองพักใบอนุญาต 6 เดือน และพักใบอนุญาต2ปี

 

 

“ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ”

 

 

 
สั่งพิมพ์สั่งพิมพ์ | ปิด
   
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่
ชั้น 18 อาคาร 2 เลขที่ 63 ถ.พระราม9 ห้วยขวาง กรุงเทพ 10310
โทรศัพท์:0 2202 1768  โทรสาร:0 2643 1252
แนะนำหรือพบปัญหาทางเทคนิคในเว็บไซต์กรุณาติดต่อ webmaster@reic.or.th
สอบถามปัญหาด้านข้อมูลกรุณาติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์และบริการข้อมูล (คุณวาทินี ชุณหโสภาค โทร 02-202-1768)